http://nongnang214.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com
 

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ13/09/2009
อัพเดท11/10/2014
ผู้เข้าชม130,082
เปิดเพจ205,303

หลักสูตรท้องถิ่น

แบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่เคยมีให้กัน

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

โครงงานทดลองวิทย์

Alternative content

iGetWeb.com

รายละเอียดการเขียนรายงานเชิงวิชาการ

ขั้นตอนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานเป็นการศึกษาค้นคว้าพิเศษ นอกเหนือไปจากเรื่องที่ได้ศึกษาในชั้นเรียน เป็นการนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ และอ้างอิงหลักฐานที่มาอย่างมีแบบแผนแน่นอน รายงานเป็นงานเขียนที่ต้องอาศัยกระบวนการค้นคว้าหาข้อมูล ต้องประมวลความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ และมีหลักฐานอ้างอิง จึงจะเป็นการนำเสนอผลการค้นคว้าอย่างมีระบบ
ลำดับขั้นตอนของการทำรายงาน

ขั้นที่ 1 การเลือกเรื่อง
ถ้าผู้เขียนรายงานเลือกหัวข้อเรื่องเอง ควรเลือกเรื่องที่ตนสนใจที่สุด เรื่องที่มีประโยชน์ และค้นคว้าได สะดวก (เอกสารค้นคว้าเพียงพอ) และที่สำคัญคือเลือกเรื่องที่เหมาะสมกับเวลาที่กำหนดให้

การเขียนรายงานเชิงวิชาการทุกครั้ง นักเรียนต้องมี “หัวข้อเรื่อง” ที่จะเขียนก่อน โดยมี หลักในการเลือกหัวข้อเรื่องดังนี้
1. ควรเป็นเรื่องที่นักเรียนสนใจที่สุด
2. ควรเป็นหัวข้อเรื่องที่นักเรียนสามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้ง่าย หัวข้อรายงานที่ไม่สามารถหาข้อมูลอ้างอิงได้ จะทำให้รายงานขาดความน่าเชื่อถือ เช่น หัวข้อต่อไปนี้
ผีมีจริงหรือไม่
ไสยศาสตร์ช่วยรักษาโรคได้จริงหรือ
มนุษย์ดาวอังคารบุกโลก
หัวข้อดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ได้ มักจะเป็นเรื่องประสบการณ์เฉพาะตน หรือยังไม่เป็นเรื่องที่มีการรายงานที่น่าเชื่อถือต่อสาธารณชน จึงถือว่าเป็นหัวข้อที่ค้นคว้าหาข้อมูลไม่ได้
คำว่า “สามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้” หมายความว่ามีแหล่งค้นคว้ามากพอ มีหนังสือให้ค้นคว้าหลายเล่ม ถ้าเล่มเดียวถือว่าเป็นการ “คัดลอก” หรือ “ตัดตอน” หรือ “สรุปความ” มาจากหนังสือเล่มนั้น ผิดวัตถุประสงค์ของการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
1.3 ไม่ควรเป็นหัวข้อเรื่องที่มีขอบเขตกว้างจนเกินไป เช่น
ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงระดับการเรียนของผู้เขียนรายงาน ระยะเวลาที่ให้ศึกษาค้นคว้า จุดมุ่งหมายของการเขียนรายงาน ถ้ามีความรู้น้อย มีเวลาน้อย ควรเลือกเรื่องที่ไม่กว้างเกินไป และตัวเองมีความสนใจเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จะทำให้เขียนรายงานได้สำเร็จด้วยดี
คำว่า “หัวข้อเรื่อง” หมายถึงการกำหนดหัวข้อเรื่องเพื่อกำหนดแนวเรื่องที่จะเขียน เมื่อเขียนเสร็จแล้วอาจตั้งชื่อใหม่ให้น่าสนใจยิ่งขึ้นก็ได้ และจะได้ให้ตรงกับเนื้อเรื่องมากขึ้น
ขั้นที่ 2 การกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่อง
หลังจากที่หาหัวข้อเรื่องที่จะเขียนรายงานทางวิชาการได้แล้ว ต้องคิดต่อไปว่าจะเขียนในแง่มุมใด และต้องการเสนออะไรแก่ผู้อ่าน นี่คือการหาจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่อง ซึ่งต้องมีความสัมพันธ์กัน คือ ต้องไม่เขียนเกินขอบเขตที่กำหนดไว้ และต้องครอบคลุมจุดมุ่งหมายของผู้เขียน
ตัวอย่างหัวข้อที่ จุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่องสัมพันธ์กัน
หัวข้อ "การวัดปริมาณน้ำฝน"
จุดมุ่งหมาย เพื่อให้ทราบวิธีการวัดปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาและประโยชน์
จากการวัดปริมาณน้ำฝน
ขอบเขต กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการวัดปริมาณน้ำฝน, เครื่องมือเครื่องใช้,
วิธีการวัด และประโยชน์จากการวัดปริมาณน้ำฝน

หัวข้อ โสม : สมุนไพรอันเลื่องชื่อ
จุดมุ่งหมาย เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมา, ประเภท และสรรพคุณของโสม
ขอบเขต กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของโสม, การแบ่งประเภท
และ สรรพคุณของโสมที่ใช้บำรุงร่างกายและรักษาโรคต่าง ๆ

ขั้นที่ 3 วิธีการค้นคว้า และบันทึกข้อมูล
สำรวจดูว่าจากหัวข้อเรื่อง จุดมุ่งหมาย และขอบเขตที่กำหนดไว้แล้วนั้น สามารถหาข้อมูลจากที่ใดบ้าง ซึ่งอาจหาได้จากหนังสือ วารสาร เอกสารต่าง ๆ สิ่งพิมพ์ สารานุกรม ผลงานการวิจัย ปริญญานิพนธ์ต่าง ๆ หรือจากการสัมภาษณ์ จากการไปสังเกตด้วยตนเอง จากประสบการณ์ตรง พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์สัตว์ ฯลฯ ผู้ศึกษาค้นคว้าจะต้องมีทักษะเรื่องการใช้ห้องสมุด และมีการกำหนดหัวข้อเรื่อง จุด มุ่งหมาย และขอบเขตของเรื่องไว้ชัดเจน จึงจะค้นคว้าได้รวดเร็ว เมื่อรวบรวมชื่อหนังสือได้มากพอแล้ว ขั้นต่อไปก็คืออ่านและพิจารณาว่า ข้อมูลส่วนใดที่จะนำมาใช้อ้างอิงได้ ก็ให้บันทึกไว้ในบัตรจดบันทึก เวลาอ่าน ไม่จำเป็นต้องอ่านละเอียด กวาด ๆ สายตาดู ถ้าเจอหัวข้อที่ต้องการ ก็จดบันทึกไว้ โดยเตรียมกระดาษสมุดที่เหลือใช้ จดบันทึกเพียงด้านเดียว (ดูเรื่องการจดบันทึกข้อมูล)

ขั้นที่ 4 การทำโครงเรื่อง
การทำโครงเรื่อง คือการแยกหัวข้อเรื่องออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ ซึ่งเมื่อเขียนรายละเอียดของแต่ละหัวข้อแล้ว ก็จะได้รายงานทางวิชาการทั้งเรื่อง การทำโครงเรื่องจะช่วยป้องกันไม่ให้เขียนออกนอกเรื่อง ช่วยให้รู้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร เขียนไปในทางใด สั้นยาวแค่ไหน ทำให้เราเรียบเรียงเรื่องได้ถูกต้องตามลำดับ ทำให้แต่ละหัวข้อย่อยต่อเนื่องกัน วิธีทำ ควรตามขั้นตอนดังนี้
1. ระดมความคิด โดยเขียนหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย หรือประเด็นต่าง ๆ ที่เราคิดว่าจะเขียนลงไปในรายงานของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
2. คัดเลือกความคิด จากหัวข้อที่เราระดมมาทั้งหมด พิจารณาดูว่า หัวข้อใดจับรวมกันเป็นหัวข้อเดียวกันได้ หัวข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องก็ตัดออกไป หัวใดที่ยังขาดอยู่ก็เพิ่มเข้ามา แล้วจัดหมวดหมู่
3. เรียงลำดับหมวดหมู่ความคิด ดูว่าหมวดหมู่ใดควรมาก่อนมาหลัง เรียงตามลำดับความสำคัญ จากนั้นเพิ่มบทนำและบทสรุปเข้าไป ก็จะได้โครงเรื่องตามต้องการ แก้ไขภาษาตามต้องการ

ขั้นที่ 5 การเสนอผลงาน
ผู้เขียนรายงานจะต้องนำข้อมูลต่าง ๆ ที่จดบันทึกไว้ มาเขียนเรียบเรียงเข้าให้เป็นระเบียบตามโครงเรื่องที่วางไว้ ใช้ถ้อยคำสำนวนของผู้เขียนเอง เขียนโดยใช้ภาษาที่เป็นทางการ เขียนให้กระชับ อ่านเข้าใจแจ่มแจ้ง ชัดเจน ไม่วกวนสับสน

การเขียนบรรณานุกรม ครับนักเรียน

ในการเขียนบรรณานุกรมจำเป็นจะต้องมีการอ้างอิง บอกแหล่งที่มาของ ข้อมูลซึ่งจะปรากฏอยู่ในบรรณานุกรมท้ายเล่มหรือท้ายบท
การอ้างอิงบรรณานุกรม หมายถึง การอ้างอิงแหล่งสารนิเทศซึ่งเป็นทฤษฎี ข้อมูล ความรู้ มาประกอบในผลงานทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ เพื่อบอกแหล่งที่มาของสารนิเทศอันเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าของผลงานเหล่านั้น
การอ้างอิงที่ผู้จัดทำนำเสนอนี้เป็นระบบ APA (American Psychological Association) เพื่อเป็นแนวทางในการเขียนอ้างอิงบรรณานุกรมในผลงานทางวิชาการของบุคลากรคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
วิธีการเขียนอ้างอิงบรรณานุกรมจากสารนิเทศประเภทต่างๆ มีดังนี้
1. หนังสือ
1.1 ผู้แต่งคนเดียว

ชื่อ / ชื่อสกุลผู้แต่ง. / / (ปีที่พิมพ์). / /ชื่อหนังสือ. / / ครั้งที่พิมพ์. / /เมืองที่พิมพ์/: /
/ / / / / / / สำนักพิมพ์.

ตัวอย่าง
เริงชัย หมื่นชนะ. (2538). จิตวิทยาธุรกิจ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
O’Brien, J. A. (1999). Management information : Managing Information technology in the
internet worked enterprise. 4 th ed. Boston : McGraw-Hill.
1.1.1 ผู้แต่งเป็นชาวต่างประเทศให้ใส่ชื่อสกุลตามด้วยอักษรย่อทั้งชื่อต้น และชื่อกลาง(ถ้ามี) โดยใช้เครื่องหมายจุลภาค (comma) (,) แบ่งชื่อสกุล และชื่อต้น
ตัวอย่าง O’Brien, J. A.
Mullen, N. D.
1.1.2 ผู้แต่งชาวไทยให้ใส่ชื่อตามด้วยนามสกุลในกรณีที่มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ หรือยศ เครื่องหมายจุลภาค (,) หลังนามสกุลและตามด้วยฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ หรือยศ เช่น
คึกฤทธิ์ ปราโมช, พลตรี ม.ร.ว.
อนุมานราชธน, พระยา
สุภัทรดิส ดิสกุล, ม.จ.

หมายเหตุ ไม่ต้องใส่คำต่อไปนี้
1. คำนำหน้าชื่อ เช่น นาย นาง นางสาว Mr. Mrs.
2. ตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ดร. ศ. รศ. Dr. Prof.
3. คำระบุอาชีพ เช่น นายแพทย์ แพทย์หญิง ทันตแพทย์
1.1.3 สมณศักดิ์ ให้คงไว้ปกติไม่ต้องย้ายไว้ด้านหลัง เช่น พระเทพคุณาธาร พระเทพวาที พระพิศาลธรรมเวที
ยกเว้น ผู้แต่งที่เป็นพระสังฆราชและเชื้อพระวงศ์ ให้ลงพระนามจริงก่อน แล้วกลับคำนำหน้าที่แสดงลำดับชั้นเชื้อพระวงศ์ไปไว้ข้างหลัง โดยใช้เครื่องหมายจุลภาค (,)
ตัวอย่าง
ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระ

1.2 หนังสือที่มีบรรณาธิการ ให้ลงชื่อบรรณาธิการแทนผู้แต่ง และใส่คำ “บรรณาธิการ” หรือ “ผู้รวบรวม” หรือ Ed. หรือ Eds. หรือ Comps. โดยใส่ไว้หลังเครื่องหมายจุลภาค ( , ) ต่อจากชื่อบรรณาธิการ

ตัวอย่าง

เรืองวิทย์ ลิ่มปนาท, บรรณาธิการ. (2543). ท้องถิ่น-อินเดีย. ชลบุรี : ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
Diener, H. C., &Wilkinson, M., Eds.. (1988). Drug-induced headache. New York : Springerverlag.
1.3 ผู้แต่ง 2-3 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 6 คน
ให้ลงชื่อผู้แต่งทุกคน โดยใช้คำว่า “ , และ” หรือ “, &” เชื่อมดังนี้ ถ้า 2 คนเชื่อมระหว่างชื่อ ผู้แต่งคนที่ 1 และคนที่ 2 ในกรณีที่ผู้แต่งเป็นชาวต่างประเทศ ต้องกลับเอาชื่อสกุลขึ้นต้นเหมือนกัน ทั้ง 2 คน กรณี 3 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 6 คน ให้ระบุ ผู้แต่งให้ครบทุกคน ชื่อแต่ละคนให้คั่นด้วยเครื่อง
หมายจุลภาค “ , ”เช่น คนที่ 1,คนที่ 2 และคนที่ 3

ตัวอย่าง ผู้แต่ง 2 คน

ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์ และสุมาลย์ บ้านกล้วย. (2525). ตัวละครในรามเกียรติ์ : ลักษณะความเป็นมา
และพฤติกรรมของตัวละครในรามเกียรติ์เปรียบเทียบกับตัวละครในมหากาพย์รามายณะ.
กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์
Galton, M. & Williamson, J. (1992). Group Work in the primary Classroom. London :
Routledge.
ผู้แต่ง 3 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 6 คน
วัลลภ สวัสดิวัลลภล, สุเวช ณ หนองคาย, เบญจรัตน์ สีทองสุก, นารีรัตน์ เทียมเมือง, และชัยเลิศ
บริสุทธกุล. (2541). สารนิเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า = Information for study skills and
research. พิมพ์ครั้งที่ 3. นครปฐม : ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม.

1.4 ผู้แต่งมากกว่า 6 คน
ให้ใส่ชื่อผู้แต่งคนแรก ตามด้วยคำว่า “และคนอื่นๆ” สำหรับชาวไทย “and others” สำหรับชาวต่างประเทศ
ตัวอย่าง

จรวย บุญยุบล และคนอื่นๆ. (2536). พลังงาน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Cramer, R.L. and others. (1984). Language : Structure and use. 2 nd ed. Illinois : Scott.

หมายเหตุ
กรณีที่หน้าปกมีชื่อผู้แต่งคนแรก ตามด้วย “และคนอื่นๆ”หรือ “และคณะ”ให้ใส่ชื่อผู้แต่งคนแรกตามที่ปรากฏที่หน้าปกของหนังสือได้เลย เช่น
ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคนอื่นๆ. (2543). ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและกรณีศึกษา =
Management Information Systems (MIS) and cases. กรุงเทพฯ : ดวงกมล.

1.5 สิ่งพิมพ์ที่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ให้ลงชื่อเรื่องเป็นรายการแรกแทนชื่อผู้แต่ง
ตัวอย่าง

กฎหมายตราสามดวง. (2520). กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา.

1.6 หนังสือแปล ให้ลงชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ ชื่อเรื่องที่แปลแล้วตามด้วยคำว่าแปลจากเรื่องในภาษาเดิม(ภาษาต้นฉบับ (ถ้ามี)) ตามด้วย โดย ชื่อผู้แปล หากไม่มีชื่อผู้แต่งเดิมใส่ชื่อผู้แปลโดยระบุว่าเป็นผู้แปล

ชื่อ / ชื่อสกุลผู้แต่ง. / / (ปีที่พิมพ์). / / ชื่อหนังสือ / แปลจากเรื่อง.. โดย.. / /
/ / / / / / / / ครั้งที่พิมพ์. / / เมืองที่พิมพ์ / : / สำนักพิมพ์.

ตัวอย่าง
เวลส์, ควอริช. (2519). การปกครองและการบริหารของไทยสมัยโบราณ แปลและเรียบเรียงโดย
กาญจนี สมเกียรติกุล และยุพา ชุมจันทร์. กรุงเทพฯ :โครงการตำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
ซาเว็ตซ์, เควิน เอ็น. (2539). ไขปัญหาอินเทอร์เน็ต แปลจากเรื่อง Your Internet consultant โดย
กิตติ บุณยกิจโณทัย, มีชัย เจริญด้วยศีล และอมรเทพ เลิศทัศนวงศ์. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น.

เอกสารภาษาอังกฤษ ที่แปลจากภาษาอื่นให้ใช้ข้อความ“Translated by” แทนคำว่า “แปลจาก”
Hankel, Wilhelm. (1991). Prosperity amidst crisis : Austria’ s economic Policy and the energy
crunch translated by Jean Steinberg. Boulder, Colo : Westview Press.
ปราศรัย รัชไชยบุญ, ผู้แปล. (2529). ครั้งหนึ่ง…ยังจำได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ธนบรรณ.

1.7 หนังสือที่จัดพิมพ์ในโอกาสพิเศษ ได้แก่ หนังสืองานศพ หนังสือที่ระลึกในโอกาสพิเศษต่างๆ

ชื่อผู้แต่ง. / / (ปีที่พิมพ์). / / ชื่อหนังสือ. / / เมืองที่พิมพ์ / : / สำนักพิมพ์.
/ / / / / / / (รายละเอียดการจัดพิมพ์).

ตัวอย่าง

ธทาสภิกขุ. (2538). เกิดมาทำไม. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา. (ที่ระลึกเนื่องในวโรกาสที่ท่านเจ้าคุณ
พระธรรมโกศาจารย์ (หลวงพ่อปัญญา นันนทภิกขุ) เจริญชนมายุ ปีที่ 84 วันที่ 11
พฤษภาคม 2538).

1.8. บทความในหนังสือ หรืออ้างอิงบางตอน
สิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นการรวมบทความ รวมเรื่องต่างๆ ในเล่มเดียวกัน
ได้แก่ สารานุกรม หนังสือรวมบทความวิชาการ รวมบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ เอกสารการประชุม/สัมมนา

ผู้เขียนบทความ. / / (ปีที่พิมพ์). / / ชื่อบทความ. / / ใน / ชื่อบรรณาธิการ
/ / / / / / / / (บรรณาธิการ ถ้ามี), / ชื่อหนังสือ. / / (หน้า / เลขหน้า). / /
/ / / / / / / / สถานที่พิมพ์ / : / สำนักพิมพ์.

ตัวอย่าง

สุมิตร คุณานุกร. (2520). การวางแผนการสอน ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (บรรณาธิการ), คู่มืออาจารย์
ด้านการเรียนการสอน. (หน้า 58-69). กรุงเทพฯ : หน่วยพัฒนาคณาจารย์ ฝ่ายวิชาการ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Brow, R., & Dyer, A. F. (1972). Cell division in higher plants. In F.C. Steward (Eds.), Plant
physiology : An advance treatise. (pp. 49-90). New York : Academic press.


สารานุกรม

ผู้เขียนบทความ. / / (ปีที่พิมพ์). / / ชื่อบทความ. / / ใน (In) ชื่อสารานุกรม.
/ / / / / / / / (เล่มที่, / หน้า/ เลขหน้า). / / เมืองที่พิมพ์ / : / สำนักพิมพ์.

ตัวอย่าง

สวัสดิ์ ปัจฉิมกุล. (2527). แผนที่. ใน สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (เล่มที่ 19, หน้า
1237-2380). กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.
กรณีที่เอกสารใช้หน่วยงานเป็นชื่อผู้แต่ง หนังสือที่ออกในนามองค์กร สมาคม บริษัทหรือหน่วยงานทางราชการ
1. ผลงานที่เป็นของหน่วยราชการระดับกระทรวง มิได้บอกชื่อกรม ให้ลงชื่อกระทรวงเป็นชื่อผู้แต่ง เช่น
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงพาณิชย์
2. ผลงานที่เป็นเฉพาะกรมใด กรมหนึ่ง แม้มีชื่อกระทรวงอยู่ ก็ให้ลงชื่อกรมเป็นชื่อผู้แต่ง หากมีชื่อหน่วยงานระดับย่อยกว่ากรม ให้ลงไว้ในส่วนของสำนักพิมพ์ ยกเว้นสิ่งพิมพ์ของคณะวิชาหรือหน่วยงานเทียบเท่าคณะวิชาของมหาวิทยาลัยต่างๆให้ลงชื่อคณะวิชานั้นต่อจากชื่อมหาวิทยาลัยโดยมีมหัพภาคคั่น (.) เช่น
กรมศิลปากร
มหาวิทยาลัยบูรพา. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์.

3. หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สำนักงาน และเอกชน ใช้ชื่อหน่วยนั้นๆ เป็นชื่อผู้แต่ง เช่น
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ธนาคารกรุงไทย จำกัด
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

2 วารสาร

ชื่อผู้เขียน. / / (ปี, / วัน / เดือน). / / ชื่อบทความ. / / ชื่อวารสาร, / ปีที่หรือ
/ / / / / / / เล่มที่ (ฉบับที่), / หน้า /เลขหน้า.


(ถ้าไม่มีชื่อผู้เขียนใช้ชื่อบทความลงเป็นรายการแรก)
ตัวอย่าง
เรืองวิทย์ ลิ่มปนาท. (2542, มิถุนายน – ธันวาคม). แนวคิดสันติวิธีจากกฎหมายตราสามดวง.
วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 7(8), หน้า 52-61.

คอลัมน์จากวารสาร

ชื่อผู้เขียน. / / (ปี, / วัน / เดือน). / / ชื่อคอลัมน์ : ชื่อเรื่องในคอลัมน์. / /
/ / / / / / / / ชื่อวารสาร, / ปีที่หรือเล่มที่ (ฉบับที่), / หน้า / เลขหน้า.

ตัวอย่าง
สุนันท์ ศรีจันทรา. (2545, 6-12 พฤษภาคม). เกาะกระแสธุรกิจ : นักลงทุนไทยไปนอก.
เนชั่นสุดสัปดาห์, 10 (518) :หน้า 21.

3. หนังสือพิมพ์

ชื่อผู้เขียน. / / (ปี, / วัน / เดือน). / / ชื่อบทความ. / / ชื่อหนังสือพิมพ์, / หน้า/ เลขหน้า.


ตัวอย่าง
ขติยา มหาสินธ์. (2545, 19 พฤษภาคม). เปิดศูนย์เทียบประสบการณ์สร้างชีวิตใหม่ให้แรงงานไทย.
มติชน, หน้า 4.

4. จดหมายเหตุ คำสั่ง ประกาศ

ชื่อหน่วยงาน. / / (ปี, / วัน / เดือน). / / ชื่อของเอกสาร. / / เลขที่ของเอกสาร(ถ้ามี).


ตัวอย่าง
หอสมุดแห่งชาติ. (จ.ศ. 1206). จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3. เลขที่ 12.
มหาวิทยาลัยบูรพา. (2533, 13 กุมภาพันธ์). เรื่อง กำหนดการเกี่ยวกับการเรียนการสอนประจำปีการ
ศึกษา 2534. ประกาศมหาวิทยาลัยบูรพา.

4. สูจิบัตร แผ่นพับ โฆษณา แผ่นปลิว และเอกสารการสอนที่ไม่เป็นเล่ม

ชื่อผู้แต่ง. / / (ปีที่พิมพ์). / / ชื่อเรื่อง. / / (ลักษณะของเอกสาร). / /
/ / / / / / / / เมืองที่พิมพ์ / : / ผู้รับผิดชอบในการพิมพ์.

ตัวอย่าง
มหาวิทยาลัยบูรพา. สถาบันศิลปะและวัฒนธรรม. (2545). ความรู้เรื่องประเพณีวันสงกรานต์.
(สูจิบัตร). ชลบุรี : สถาบันศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา.

5. ต้นฉบับเขียน

ชื่อหน่วยงานเจ้าของต้นฉบับตัวเขียน. / / (ปี, / วัน / เดือน). / /
/ / / / / / / ชื่อเอกสาร. / / (ลักษณะเอกสาร). / / เลขทะเบียน.

ตัวอย่าง
หอสมุดแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). บาลีพระขุททกสิกขา. (หนังสือใบลาน).
เลขที่ 3980/ก/1.
กรณีที่ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ภาษาไทยใช้ (ม.ป.ป.) หรือภาษาอังกฤษใช้ (n.d.)
7 ราชกิจจานุเบกษา
ชื่อกฎหมาย. / / (ปี, / วัน / เดือน). / / ราชกิจจานุเบกษา. / / เล่ม /
/ / / / / / / ตอนที่. / / หน้า / เลขหน้า.

พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พุทธศักราช 2533. (2533, 29 กรกฎาคม).
ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 107 ตอนที่ 131. หน้า 1-20.

8. การสัมภาษณ์
ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์. / / (ปี, / วันที่ / เดือน). / / ตำแหน่ง (ถ้ามี). / / สัมภาษณ์.

ตัวอย่าง
ทักษิน ชินวัตร, พ.ต.ท. (2545, 29 พฤษภาคม). นายกรัฐมนตรี. สัมภาษณ์.

9. สื่อโสตทัศนวัสดุ

ชื่อผู้จัดทำ, / หน้าที่รับผิดชอบ. / / (ปีที่จัดทำ). / / ชื่อเรื่อง. / / [ลักษณะของ
/ / / / / / / โสตทัศนวัสดุ]. / / เมืองที่พิมพ์ / : / ผู้รับผิดชอบในการพิมพ์.

ตัวอย่าง
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ผู้ผลิต. (2525). กฎหมายธุรกิจ. [แถบเสียง].
นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

10. สื่ออิเล็กทรอนิกส์
10.1 ซีดี-รอม
ผู้แต่ง. / / (ปีที่พิมพ์ / ผลิต, / วัน / เดือน). / / ชื่อเรื่อง. / / [ประเภทของสื่อ].
/ / / / / / / รายละเอียดทางการพิมพ์ (ถ้ามี). / / เข้าถึงได้จาก / : / แหล่งสารนิเทศ.

ตัวอย่าง

Youngwood, S. (1992, February). Book publishers proliferate in vermont. Vermont business
magazine. [CD-ROM]. Sec 1, 25 : Available : UMI, File Business Dateline Ondisc, Item :
92-18178.

สาระสังเขป
Green, M., &Rogers, P. J. (1995). Impaired cognitive functioning During spontaneous
dieting. Psychological medicine. [CD-ROM]. 25(5), 1003-1010. Abstract
from : Science Citation index with abstract, disc 2 of 2, January 1995-October
1995.
อมรา พงศาพิชญ์. (2540). การมองตนเองและโลกทัศน์ของเด็กพิการตาบอด : ศึกษากรณีด็กใน
โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพมหานคร. [ซีดี-รอม]. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต,
สาขามานุษยวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สาระสังเขปจาก :
ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย แผ่นที่ 1, 2540.

ในการระบุแหล่งที่ใช้ค้นสารนิเทศให้ใช้คำว่า “เข้าถึงได้จาก :” สำหรับวัสดุสารนิเทศภาษาไทย ส่วนวัสดุสารนิเทศภาษาต่างประเทศใช้คำว่า “Available :” ในกรณีที่สารนิเทศที่ค้นได้เป็นเพียงบทคัดย่อหรือสาระสังเขป (Abstract) ไม่ใช่ฉบับเต็มให้ใช้คำว่า “บทคัดย่อจาก :” หรือ “Abstract from :” แทนคำว่า “เข้าถึงได้จาก :” และ “Available :” ตามลำดับ

10.2 ข้อมูลออนไลน์ หรือสารนิเทศบนอินเตอร์เน็ต

ผู้แต่ง. / / (ปีที่พิมพ์ / ผลิต, / วัน / เดือน). / / ชื่อเรื่อง. / / [ประเภทของสื่อ].
/ / / / / / / / /รายละเอียดทางการพิมพ์ (ถ้ามี). / / เข้าถึงได้จาก / : / แหล่งสารนิเทศ.
/ / / / / / / / / (วันที่ค้นข้อมูล / : / วัน / เดือน / ปี).


ตัวอย่าง
Webb, S.L. (1992, January). Dealing with sexual harassment. Small Business Report. [Online].
17, 11-14. Available : BRS, File : ABI/INFORM, Item : 00591201.
(Access date : March 1, 1992).
Garcia, G.E. (19991). Factors influencing the English reading test Performana of
spanidh-speaking hispanic children. Reading Research quarterly. [Online].
26(4)} 371-92. Abstract from : DIALOG(R), File 1 : ERIC, Item : EJ435542.
(Access date : July 1, 1992).

กระแสการปฏิรูปการศึกษา. (2545). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http:///www.
moe.go.th/main2/article/article-somsak/article-somsak11.htm/.
(วันที่ค้นข้อมูล : 31 พฤษภาคม 2545).
สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์. (2544). ความสงสัยในการเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.moe.go.th/main2/
article-somsak/article-somsak09.htm/. (วันที่ค้นข้อมูล : 31
พฤษภาคม 2545).
England, G.A. (1999). The outer world. In Robert R(Ed.). Darkness and dawn. [Online].
Available : http://www.litrix.com/darkdawn/ darkdool.htm. (Access date : May 3, 1999).
Projcet Gutenberg. (1999). [Online]. Available : ftp://mrcnext.CSO.uiuc.
edu/etext. (Access date : March 9, 1999).

หมายเหตุ
1. ผู้แต่ง ชื่อเรื่อง และรายละเอียดทางการพิมพ์ให้ใช้หลักเกณฑ์ในการเขียนบรรณานุกรมตามวัสดุสารนิเทศประเภทต่างๆ
2. ประเภทของสื่อให้ระบุว่าเป็น [ออนไลน์] หรือ [ซีดี-รอม] สำหรับวัสดุสารนิเทศภาษาไทย และ [Online] [CD-ROM] สำหรับวัสดุสารนิเทศภาษาต่างประเทศ

การลงรายการเกี่ยวข้องกับการพิมพ์

1. ครั้งที่พิมพ์ ให้ระบุตั้งแต่ครั้งที่สองเป็นต้นไป ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศใช้คำว่า “ed.”
ภาษาไทย ลงว่า พิมพ์ครั้งที่ 2
ภาษาต่างประเทศ ลงว่า 2 nd ed.
2. เมืองที่พิมพ์ให้ระบุชื่อเมืองที่ปรากฏ ถ้าไม่ปรากฏเมืองที่พิมพ์ให้ลงว่า ม.ป.ท. หรือ n.p. (no place of publication)
3. สำนักพิมพ์ ระบุเฉพาะชื่อสำนักพิมพ์ที่ปรากฏในหน้าปกในตัดคำประกอบอื่นที่ไม่จำเป็นออก ยกเว้นสำนักพิมพ์ของสถาบันอุดมศึกษาให้ระบุคำว่าสำนักพิมพ์ด้วย เช่น
McGraw – Hill Company ลงว่า McGraw - Hill
สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ลงว่า ไทยวัฒนาพานิช
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด ลงว่า ซีเอ็ดยูเคชั่น
สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงว่า สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


บรรณานุกรม

คณะอาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์. (2542). เอกสารประกอบการสอนวิชา 202101
สารนิเทศและการศึกษาค้นคว้า. ชลบุรี : ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
คณาจารย์ภาควิชาบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์. (2543). สารสนเทศและการศึกษา
ค้นคว้า. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
มหาวิทยาลัยบูรพา. (2541). คู่มือการทำวิทยานิพนธ์. ชลบุรี : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.
มหาวิทยาลัยมหิดล. (2541). คู่มือวิทยานิพนธ์. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. (2538). เอกสารประกอบการเรียนวิชา สารนิเทศกับการ
ศึกษาค้นคว้า.พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริน-
ทรวิโรฒประสานมิตร.
วัลลภ สวัสดิวัลลภล , สุเวช ณ หนองคาย, เบญจรัตน์ สีทองสุก, นารีรัตน์ เทียมเมือง
และชัยเลิศ บริสุทธกุล. (2541). สารนิเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า= Information for study skills
and research. พิมพ์ครั้งที่ 3. นครปฐม : ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ สถาบันราชภัฏ
นครปฐม.
สถาบันราชนครินทร์. สำนักงานประสานงานบัณฑิตศึกษา. (2544). คู่มือการทำวิทยานิพนธ์
ภาคนิพนธ์. ฉะเชิงเทรา : สำนักงานประสานงานบัณฑิตศึกษา สถาบันราชนครินทร์.

http://koko-gogoland2.blogspot.com/2007/12/apa-american-psychological-association.html

Tags : รายงานและการเขียนรายงาน

ความคิดเห็น

  1. 1
    kawan
    kawan moomoo 12/02/2014 20:16




    วัตถุประสงค์


    ๑.       ศึกษาความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับควันพิษ


    ๒.     เพื่อศึกษาสาเหตุของมลพิษทางอากาศ


    ๓.     ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและลดมลพิษทางอากาศ


     


                    ขอบเขตุของเนื้อหา


    ๑.       มลพิษทางอากาศ


    ๒.     สาเหตุของมลพิษทางอากาศ


    ๓.     แนวทางการแก้ปัญหาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ  


     


     


     


     


     


     


     


     


    ส่วนที่๒ เนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้อง


    ความหมายของควัน


    ควัน จัดเป็นคอลลอยด์ ที่เป็นอนุภาคของของแข็งหรือของเหลว กระจายอยู่ในตัวกลางที่เป็นแก๊สที่มีอยู่ในอากาศ จะถูกปล่อยออกมาเมื่อมีการเผาวัสดุหรือเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์ ประกอบทางเคมีโดยใช้ความร้อน พร้อมกับปริมาณของอากาศหรือผสมในมวลสารชนิดอื่น ซึ่งเป็นส่วนเกินจากผลที่เกิดขึ้นจากความร้อน เช่น เตา, เทียนไข, ตะเกียงน้ำมัน และเตาไฟ แต่ก็อาจใช้สำหรับเป็นการกำจัดศัตรูพืช, การสื่อสารโดยใช้สัญญาณควัน, การป้องกันตัวโดยการสร้างฉากควัน, การทำอาหารเช่นแซลมอนรมควัน หรือเครื่องยาสูบชนิดต่างๆ ควันยังใช้ในพิธีกรรม, ธูปบูชา, ยางหอม ที่เผาเพื่อผลิตกลิ่น ในบางครั้งควันยังถูกนำไปใช้เป็นสารแต่งกลิ่น และเครื่องป้องกันสำหรับของกินต่างๆ ควันยังเป็นส่วนประกอบของไอเสียที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอเสียจากดีเซล


    การสูดควัน ถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอัคคีภัยในอาคาร สถานที่ ควันสามารถสังหารผู้คนได้โดยความร้อน, สารพิษ และเข้าปอดจนเกิดการระคายเคืองโดยคาร์บอนมอนอกไซด์, ไฮโดรเจนไซยาไนด์ และผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้อื่นๆ


    อนุภาคของควันจัดเป็นละอองลอยหรือ หมอก ของอนุภาคของแข็งหรือหยดของเหลวที่แพร่กระจายไปในอากาศซึ่งมักมองเห็นได้ เมื่อถูกกระทบกับแสง โดยปกติแล้วหมอกควันไม่ได้ขัดขวางต่อการมองภาพ หากแต่มันเป็นอนุภาคที่มีความละเอียดจนบดบังการมองเห็นแบบปกติไป


    (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.[ ออนไลน์ ] . www.th.wikipedia.org/wiki/ควัน


     


     


    สาเหตุของมลพิษทางอากาศ


     .ยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ รถยนต์เป็นแหล่งก่อปัญหาอากาศเสียมากที่สุด สารที่ออกจาก รถยนต์ที่สําคัญได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน และของกํามะถัน สารพวกไฮโดรคาร์บอนนั้น ประมาณ ๕๕% ออกมาจากทอไอเสีย ๒๕ % ออกมาจากห้องเพลา ข้อเหวี่ยง และอีก ๒๐ % เกิดจากการระเหยในคาร์บูเรเตอร์ และถังเชื้อเพลิง ออกไซด์ของไนโตรเจนคือ ไนตริกออกไซด์ (NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO) และไน ตรัสออกไซด์ (N๒๐) เกือบทั้งหมดออกมาจากท่อไอเสีย เป็นพิษต่อมนุษย์โดยตรง นอกจากนี้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซินชนิดซุปเปอร์ยังเพิ่มปริมาณตะกั่วในอากาศอีกด้วย
    .ควันไฟ และก๊าซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
    - จากโรงงานผลิตสารเคมี ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตไฟฟ้า โรงงานทําเบียร์ โรงงาน สุรา โรงงานน้ำตาล โรงงานกระดาษ โรงงานถลุงแร่ โรงงานย้อมผ้า โรงงานทําแก้ว โรงงานผลิตหลอดไฟ โรงงานผลิตปุ๋ย และโรงงานผลิตกรด
    - พลังงานที่เกิดจากสารเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทําให้เพิ่มสาร ต่าง ๆ ในอากาศ อาทิ สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ออกไซด์ของไนโตรเจน และ กํามะถันในบรรยากาศ
    .) แหล่งกําเนิดฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้แก่ บริเวณที่กําลังก่อสร้าง โรงงานทําปูนซีเมนต์ โรงงาน โม่หิน โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตโซดาไฟ เหมืองแร่ เตาเผาถ่าน โรงค้าถ่าน เมรุเผาศพ
    .)  แหล่งหมักหมมของสิ่งปฏิกูล ได้แก่ เศษอาหาร และขยะมูลฝอย
    .)  ควันไฟจากการเผาป่า เผาไร่นา และจากบุหรี่
    .)  การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ก่อให้เกิดละอองกัมมันตรังสี
    .)  การตรวจและรักษาทางรังสีวิทยา การใช้เรดิโอไอโซโทป ที่ขาดมาตรการที่ถูกต้องในการ ป้องกันสภาวะอากาศเสีย
    .)  อากาศเสียที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟป่า กัมมันตรังสีที่เกิดตามธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น ความเป็นพิษเนื่องจากสาเหตุข้อนี้ค่อนข้าง น้อยมาก เนื่องจากต้นกําเนิดอยู่ไกล จึงเข้าสู่สภาวะแวดล้อมของมนุษย์และสัตว์ได้น้อย


    ( สาเหตุและผลกระทบของมลพิษทางอากาศ. [ออนไลน์]. www.rmuti.ac.th )






                                                                   


                                    ผลกระทบของการเกิดหมอกควัน


     


     


     


     


                                                   






    ผลกระทบที่เกิดจากหมอกควันอันมีสาเหตุมาจากการเผานั้น มีหลายเรื่องด้วยกัน อาทิ กระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ บดบังวิสัยการจราจรทั้งทางบกและทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดี อย่างไรก็ตามนอกจากผลกระทบที่กล่าวมาแล้ว ยังมีผลกระทบทางด้านนิเวศสิ่งแวดล้อมที่น่าเป็นห่วงอีกมาก ซึ่งสามารถแบ่งเป็นหัวข้อต่างๆ ได้ดังนี้

    ผลกระทบต่อสภาวะอากาศโลก
    - การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอุณหภูมิสูงขึ้น มีผลต่อสภาวะโลกร้อน
    - การเกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก
    - หมอกควันที่เกิดจากไฟป่า ทำลายสุขภาพต่อระบบทางเดินหายใจ (มีผลกระทบโดยตรงต่อ ชาวบ้าน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุในชุมชน)
    - สูญเสียสภาพความสวยงามของธรรมชาติ



     


     


    ผลกระทบต่อน้ำ
    - สมดุลของน้ำเปลี่ยนแปลง เกิดอุทกภัย และภัยแล้ง
    - คุณภาพน้ำเสีย น้ำที่เต็มไปด้วยตะกอน ขี้เถ้า จะไหลลงสู่ลำห้วยลำธาร เกิดการทับถมในแม่น้ำ ลำน้ำ  ตื้นเขิน เมื่อฝนตกน้ำเอ่อล้น เกิดอุทกภัย เกิดความเสียหายด้านเกษตร (การเพาะปลูก)
    - หน้าแล้ง ดินที่มีกรวดทราย ชั้นดินแน่นจากไฟป่า ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในฤดูฝนได้ จะเกิดสภาวะแห้งแล้ง ชุมชนขาดน้ำอุปโภค บริโภค รวมทั้งเกิดผลกระทบต่อการทำเกษตร การทำไร่ การเลี้ยงสัตว์

    ผลกระทบต่อดิน ธรรมชาติ ป่าไม้


    - ทำลายป่าไม้ ธรรมชาติ ป่าไม้
    -
    ทำให้ดินในป่าไม่สมบูรณ์ การอุ้มน้ำลดลง ไม่เก็บน้ำและธาตุอาหาร
    -
    ทำลายหน้าดิน สิ่งปกคลุมดิน เมื่อฝนตกดินถูกกัดเซาะ พังทลาย พาความสมบูรณ์ของดินไป
    -
    เกิดแผ่นดินถล่ม ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ ในภาคเหนือตอนฝนตกหนัก (ชาวบ้านในชุมชนจะได้รับผลกระทบโดยตรง) ( มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. [ออนไลน์] . www.seub.or.th )    


     


     


     


    แนวทางการป้องกัน


    ๑.       กําหนดให้มีและบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศ พร้อมทั้งทําการสํารวจและ ตรวจสอบคุณภาพอากาศตามแหล่งต่าง ๆ เป็นประจํา
    . พยายามทําให้เกิดความเจือจางของอากาศประจําท้องถิ่น เพื่อควบคุมคุณภาพของอากาศ โดยอากาศที่ห่อหุ้มอยู่นั้นรับสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่ปล่อยออกสู่อากาศได้โดยไม่ทําให้อากาศ สกปรก หรือเป็นอันตราย ควบคุมการใช้ประโยชน์ของที่ดิน ควบคุมที่ตั้งแหล่งอุตสาหกรรม และควบคุมระบบการขนส่งไม่ให้ปล่อยสิ่งปฏิกูลออกมาในอากาศ
    . ป้องกันและกําจัดสิ่งปฏิกูล โดยใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นแทน เพื่อไม่ให้เกิดสารพิษที่เป็น อันตรายขึ้น เช่นกําจัดปริมาณซัลเฟอร์ของน้ำมันและถ่านหินที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงซึ่งก่อให้ เกิดความสกปรกของอากาศ
    . ลดปริมาณและชนิดของปฏิกูล ที่เกิดขึ้นจากการสันดาปในเตาเผาและเครื่องยนต์ ได้แก่ ควบคุมไอเสียจากท่อไอเสียของรถยนต์ เป็นต้น
    . ป้องกัน ลดการเกิดและปล่อยออกมาของปฏิกูล อาจทําได.โดยการเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือเครื่องมือต่าง(การป้องกันและแก้ไขมลพิษทางอากาศ.[ออนไลน์].www.rmuti.ac.th)


     


     


                                    สารพิษต่างๆที่อยู่ในควันไฟที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่เกิดเพลิงไหม้ ที่สำคัญ


     


    1.คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CARBON MONOXIDE) เป็นแก๊สพิษที่มีอันตรายอย่างสูงต่อคนและเกิดขึ้นได้มากเสมอในการเผาไหม้ในบริเวณจำกัด อันตรายต่อคน คือ ถ้าผสมอยู่ในอากาศคิดเป็นเปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ถ้าเกิน 0.05%มีอันตราย ถ้ามีอยู่ 0.16% ทำให้หมดสติ ใน 2 ชั่วโมง ถ้ามีอยู่ 1.26% จะหมดสติภายใน 1 ถึง 3 นาที ของการหายใจและอาจถึงชีวิตได้นอกจากความเป็นพิษแล้ว แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังเป็นแก๊สเชื้อเพลิงอีกด้วย เมื่อมีความเข้มข้นในอากาศสูง ๆ สามารถลุกไหม้และเกิดการระเบิดได้อย่างรุนแรง เพลิงไหม้ในบริเวณที่โล่งแจ้งจะมีอันตรายจากแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์น้อยลงไป


    2.แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CARBON DIOXIDE) เกิดจากการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์แบบไม่เป็นเชื้อเพลิง และไม่ก่ออันตรายแก่ร่างกายโดยตรง แต่จะไม่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน ถ้าแก๊สนี้มีความเข้มข้นในอากาศเกินกว่า 5.0% โดยปริมาตร จะมีอันตรายและทำให้ผู้สูดดมหมดสติได้


    3.แก๊สไฮโดรเจนไซยาไนต์ (HYDROGEN CYANIDE) เป็นแก๊สพิษที่มีความรุนแรงมากกว่าแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์มาก ส่วนผสมในอากาศ 100 ppm. มีผลให้ผู้สูดดมหมดสติและเสียชีวิตไดในเวลา 30-60 นาที แก๊สนี้เกิดจากการเผาไหม้สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่มีองค์ประกอบของคลอรีน เช่น พวกพลาสติก ยาง เส้นใย ขนสัตว์ หนังสัตว์ ไม้ หรือผ้า ไหม เป็นแก๊สที่เบากว่าอากาศ จึงมีอันตรายมากในการเผาไหม้ในอาคารหรือบริเวณจำกัดต่าง ๆ


    4.แก๊สฟอสจีน (PHOSGENE) เกิดจากการเผาไหม้สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่มีส่วนประกอบของคลอรีน เช่นคาร์บอนเตตระคลอไรด์ ฟรีออน (น้ำยาทำความเย็น) หรือเอธิลีนไดคลอไรด์ เป็นแก๊สที่เป็นพิษสูงมาก ได้รับเพียง 25 ppm.ในอากาศในเวลา 30-60 นาที ก็อาจเสียชีวิตได้


    5.แก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ (HYDROGEN CHLORIDE) เป็นแก๊สพิษที่เกิดจากการเผาไหม้สารที่มีองค์ประกอบของคลอรีน มีสภาพเป็นกรดและทำอันตรายได้เช่นกัน แม้จะไม่รุนแรงเท่ากับแก๊สฟอสจีนหรือแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ก็ตาม


    6.แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (HYDROGEN SULFIDE) เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของวัสดุพวก ยาง พรม ไม้ ขนสัตว์ หรือวัสดุอื่นใดที่สมีกำมะถันผสมอยู่ เป็นแก๊สที่มีอันตรายมากเพียง 400-700 ppm. ในอากาศได้รับนาน 30-60นาที ทำให้เสียชีวิต นอกจากนั้นยังเป็นแก๊สเชื้อเพลิงซึ่งลุกติดไฟได้อีกด้วย แต่ไม่ถึงขั้นเกิดระเบิด มีกลิ่นคล้ายไข่เน่า


    มักจะเรียกว่า แก๊สไข่เน่ามีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้มาก


    7.แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SULFUR DIOXIDE) เกิดจากการเผาไหม้สมบูรณ์ของกำมะถันในอากาศ เป็นแก๊สพิษความเข้มข้นเพียง 150 ppm. ในอากาศใช้สังหารคนได้ในเวลา 30-60 นาที เมื่อผสมกับน้ำหรือความชื้นที่ผิวหนัง จะเกิดกรดกำมะถัน ซึ่งมีฤทธิ์กัดอย่างรุนแรงผู้ได้รับแก๊สนี้จึงมีอาการสำลักและหายใจไม่ออกอย่างฉับพลัน


    8.แก๊สแอมโมเนีย (AMMONIA) เกิดจากการเผาไหม้ไม้ ขนสัตว์ ผ้าไหม น้ำยาทำความเย็น หรือสารอื่นที่มีสารประกอบของไนโตรเจน และไฮโดรเจน มีกลิ่นฉุนรุนแรง ทำให้เกิดความรำคาญ และทำลายเนื้อเยื่อ แต่ไม่มีตัวเลขส่วนผสมที่ทำให้เสียชีวิต


    9.ออกไซด์ของแก๊สไนโตรเจน (OXIDE OF NITROGEN) ได้แก่ แก๊สไนตริกออกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ และไนโตรเจนเตตระออกไซด์ เกิดจากกากรเผาไหม้พวกไม้ ขี้เลื่อย พลาสติก ยางที่มีไนโตรเจนผสมสีและแลคเกอร์บางชนิด ปริมาณ100 ppm. ในอากาศทำให้เสียชีวิตได้ใน 30 นาที


    10.แก๊สอะโครลีน(ACROLEIN)เป็นแก๊สเกิดจากการเผาไหม้สารที่เป็นไขมันที่อุณหภูมิ 600F และ อาจเกิดจากเผาไหม้สี และไม้บางชนิด เป็นแก๊สที่มีอันตรายสูงประมาณ 150-240 ppm. ในอากาศ ทำให้ผู้สูดหายใจเสียชีวิตได้ภายใน


    30 นาที เมื่อได้รับจะทำให้คนเจ็บสูญเสียอวัยวะสัมผัส เช่น ตา และหายใจไม่ออก ซึ่งทำให้ไม่สามารถจะหลบหนีออกจากบริเวณอันตรายได้ทัน


    11.ไอโลหะ (METAL FUMES) คือ ไอของโลหะหนักต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อโลหะนั้นได้รับความร้อนสูง เช่น ไอปรอท ไอตะกั่ว ไอสังกะสี ไอดีบุก ส่วนใหญ่เพลิงไหม้โรงผลิตหรือโรงเก็บอุปกรณ์ทางอิเลคทรอนิกส์ จะเกิดไอโลหะได้มากและไอเหล่านี้มีอันตราย


    12.เขม่าและควันไฟ (SOOT AND SMOKE) เขม่า คือ ก้อนหรือเศษของวัสดุที่ยังเผาไหม้ไม่หมด จะมีลักษณะเป็นผงหรือละออง ส่วน ควันไฟ เป็นสารผสมระหว่างเขม่า ขี้เถ้า และวัสดุต่าง ๆ ที่เกิดมาจากกองเพลิง รวมทั้งพวกแก๊สและไอต่าง ๆ ด้วย ผลของเขม่าและควันไฟ คือทำให้ผู้ป่วยสำลักและอาจถูกเผาที่ผิวหน้าหรือตามตัว รวมทั้งปิดบังทางออกต่าง ๆ ทำให้หนีออกจากบริเวณอันตรายไม่ได้


    (สารพิษต่างๆที่อยู่ในควันไฟที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่เกิดเพลิงไหม้. [ออนไลน์]. www.thaifire.com)


     


     


     


     


     


     


     


    ส่วนที่ ๓ วิธีการดำเนินการ


                    รายงานเชิงวิชาการเรื่อง  ควันร้าย  อันตรายชีวิต


    คณะผู้จัดทำได้ดำเนินการตามที่ได้ปรึกษากับสมาชิกในกลุ่มและได้จัดมาทำป็นตาราง ดังนี้


     


    วิธีการดำเนินการ


     









































    ที่



    รายการ



    วันที่ดำเนินการ





    ประชุมปรึกษาหารือ เสนอความคิดเห็น และคัดเลือกเรื่องที่จะทำรายงาน



    ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖





    แบ่งหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มและหาข้อมูลในการดำเนินงาน



    ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖





    รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า นำมาวิเคราะห์และเลือกใช้ส่วนที่สำคัญ



    ๑๓ กันยายน ๒๕๕๖





    เขียนเค้าโครงงานรายงาน



    ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖





    นำโครงร่างของรายงานไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์



    ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖





    นำข้อเสนอแนะจากอาจารย์มาปรับปรุงโครงงานให้ดีขึ้น



     



     


     


     


     


     






     


     


     


     


     


     


     


     


     


    ส่วนที่ ๔ ผลการศึกษา


                    รายงานเชิงวิชาการเรื่องควันร้ายอันตรายชีวิตคณะผู้จัดทำได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ


    มลพิษทางอากาศหรือควัน และได้สรุปมาเป็นผลการศึกษา ดังนี้


                    จากที่ได้สืบค้นข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับควันทำให้เราได้สรุปมาเป็นผลการศึกษาที่สรุปได้ว่าควัน


    คือมลพิษที่จัดอยู่ในรูปคอลลอยล์ พร้อมกับปริมาณของอากาศหรือผสมในมวลสารชนิดอื่น ซึ่งเป็นส่วนเกินจากผลที่เกิดขึ้นจากความร้อน เช่น เตา, เทียนไข, ตะเกียงน้ำมัน และเตาไฟ แต่ก็อาจใช้สำหรับเป็นการกำจัดศัตรูพืช, การสื่อสารโดยใช้สัญญาณควัน, การป้องกันตัวโดยการสร้างฉากควัน, การทำอาหารเช่นแซลมอนรมควัน หรือเครื่องยาสูบชนิดต่างๆ ควันยังใช้ในพิธีกรรม, ธูปบูชา, ยางหอม ที่เผาเพื่อผลิตกลิ่น ในบางครั้งควันยังถูกนำไปใช้เป็นสารแต่งกลิ่น และเครื่องป้องกันสำหรับของกินต่างๆ ควันยังเป็นส่วนประกอบของไอเสียที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปภายในท่อไอเสีย


    ผลกระทบที่เกิดจากหมอกควันอันมีสาเหตุมาจากการเผานั้น มีหลายเรื่องด้วยกัน อาทิ กระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ บดบังวิสัยการจราจรทั้งทางบกและทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดี อย่างไรก็ตามนอกจากผลกระทบที่กล่าวมาแล้ว ยังมีผลกระทบทางด้านนิเวศสิ่งแวดล้อมที่น่าเป็นห่วง


    อย่างไรก็ดีเราก็มีแนวทางการแก้ปัญหาของเราคือ ไม่ทำการเผาเศษสิ่งวัสดุที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดควันร้าย ไม่ก่อสิ่งใดๆ ที่ทำให้เกิดควัน  หมั่นเฝ้าระวังไม่ให้มีการเผาขยะ  เป็นต้น


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


    ส่วนที่ ๕ สรุปและอภิปรายผล


                    จากการที่ได้ทำการสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ควันพิษ พบว่า มีควันพิษ เจือปนอยู่ในอากาศมาก


    ส่งผลให้ทุกคนได้รับมลพิษที่เสียๆ จนทำให้ร่างกายได้รับสารพิษเจือปน เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิต  ซึ่งปัญหาควันก็ส่งผลให้แก่สัตว์  และสิ่งแวดล้อม


                   


                    สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามลพิษ คือ  ไฟป่า ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่มนุษย์ได้กระทำมันขึ้นมา


    และธรรมชาติได้ทำมันขึ้นมา    และสาเหตุต่อมาคือ การเผาเศษวัชพืช ทางการเกษตร เผาตอซังข้าว หลังการเพาะปลูกเสร็จสมบูรณ์  ซึ่งชาวนา และเกษตรกร ก็ได้ทำลายวัชพืชโดยการเผา และยังมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเศษอุปกรณ์รถยนต์ และอุปกรณ์นี้เองทำให้เกิดควันดำ ส่งกลิ่นเหม็นสู่อากาศ  และสาเหตุสุดท้าย คือ การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องใช้การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่าง ๆ และการเผาไหม้นี้ทำให้เกิดควันด้วยเช่นกัน


                    สาเหตุดังกล่าว ก็ย่อมมีการแก้ปัญหา โดยทุกคนสามารถแก้ปัญหาได้ดังนี้     จัดหาและพัฒนาระบบการตรวจคุณภาพในอากาศ ให้สามารถวิเคราะห์ปริมาณมลพิษทางอากาศชนิดต่าง ๆ เพื่อประเมินคุณภาพในอากาศ   หาทางลดปริมาณสารมลพิษทางอากาศจาแหล่งกำเนิด เพื่อให้สามารถควบคุมและรักษาคุณภาพอากาศให้ได้ตามมาตรฐาน  กระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ให้ความสำคัญในการดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในภาพดีเพื่อ ลดควันดำ และที่สำคัญควรออกมาตรการตรวจสอบและตรวจจับรถยนต์ที่มีควันดำ  รณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถยนต์มีวินัยและเคารพในกฎจราจร


     


     


                   


     


     


     


     


     


     


     


     


     


    บรรณานุกรม


     


     ความหมายของควัน” . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://th.wikipedia.org/wiki/


                    %E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99. สืบค้น ๗ ธันวาคม ๒๕๕๖


    แนวทางการแก้ไข” . [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-               


                  4/social_studies/05_5.html


    ผลกระทบของควัน”.[ออนไลน์].   เข้าถึงได้จาก http://www.3armyarea-rta.com/smoke3/haze2.php


                      สืบค้น ๗ ธันวาคม ๒๕๕๖


    สาเหตุของการเกิดมอกควัน”. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จากhttp://www.3armyarearta.com/


                   smoke3/haze3.php. สืบค้น ๗ ธันวาคม ๒๕๕๖


    สารพิษต่างๆที่อยู่ในควันไฟที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่เกิดเพลิงไหม้”. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก  


                     www.thaifire.com.สืบค้น ๗ ธันวาคม ๒๕๕๖


     


     

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view
view