http://nongnang214.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ13/09/2009
อัพเดท07/09/2017
ผู้เข้าชม157,277
เปิดเพจ249,678

หลักสูตรท้องถิ่น

แบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่เคยมีให้กัน

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

โครงงานทดลองวิทย์

iGetWeb.com
AdsOne.com

บทที่ 1

บทที่ 1

หัวใจและการทำงานของหัวใจ

หัวใจ  (Heart)
       หัวใจทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ผ่านไปยังแขนงต่าง ๆ ของหลอดเลือด จนถึงหลอดเลือดฝอย  (capillary)   จากนั้นจึงมีการแพร่ของสารอาหารและก๊าซจากเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อกลายเป็นเลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงแล้วจึงผ่านเข้าสู่หลอดเลือดดำส่งกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อหัวใจจะทำการสูบฉีดเลือดไปฟอกที่ปอด  เลือดที่ได้รับการฟอกแล้วจะมีปริมาณออกซิเจนสูง  แล้วถูกส่งกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อส่งไปเลี้ยงร่างกายต่อไป

ลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์ของหัวใจ  (Heart Anatomy)
       หัวใจเป็นก้อนกล้ามเนื้อที่มีลักษณะพิเศษ  มีรูปร่างรี  และมีช่องภายใน 4 ห้อง น้ำหนักของหัวใจคนปกติในผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเพศหญิงประมาณ 255 กรัม  และเพศชายประมาณ 310  กรัม  มีความยาวประมาณ  12  เซนติเมตร   กว้างประมาณ  9  เซนติเมตร  กล้ามเนื้อหัวใจมีการหดและคลายตัวอยู่ตลอดเวลา  ภายใน 1 ปี  พบว่าหัวใจมีการบีบตัวประมาณ  42 ล้านครั้ง  จึงเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมากเนื่องจากมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา
       หัวใจวางตัวอยู่ในช่องอก  (thoracic cavity)  โดยอยู่ระหว่างปอดทั้งสองข้าง  พบว่าประมาณ  2  ใน  3 ส่วน  ของหัวใจอยู่ค่อนไปทางด้านซ้ายของแนวกลางลำตัว  ส่วนปลายยอดด้านล่างของมันเรียกว่า  apex  ชี้ไปทางด้านซ้าย  และอยู่ชิดกับกะบังลมทางด้านล่าง  ด้านบนของหัวใจมีลักษณะกว้าง  มีหลอดเลือดขนาดใหญ่เข้าและออกหลายเส้นด้วยกันเรียกส่วนนี้ว่า  ฐานของหัวใจ
       เยื่อหุ้มหัวใจ  (Pericardium)
       หัวใจถูกปกคลุมโดยพังผืด  เรียกว่า  pericardium  มีลักษณะเป็นถุงสองชั้น  ชั้นนอกเรียกว่า  parietal  pericardium  หรือ  peritoneal  sac  ส่วนชั้นในอยู่ชิดกับกล้ามเนื้อหัวใจ  เรียกว่า  visceral  pericardium  หรือ  epicardium 
       ผนังหัวใจ  (Heart Wall)
       หัวใจประกอบไปด้วยผนัง  3  ชั้น  ได้แก่  ชั้นนอกสุดเป็นพังผืด  เรียกว่า  epicardium  ชั้นกลางเป็นกล้ามเนื้อ  เรียกว่า  myocardium  และชั้นในสุดเรียกว่า  endocardium  ผนังทั้งสามชั้นของหัวใจมีหลอดเลือดมาเลี้ยงค่อนข้างมาก
       Epicardium
       ชั้น epicardium  เป็นเยื่อบาง ๆ ที่ติดกับหัวใจ  มักมีไขมันมาสะสมในคนที่มีอายุมาก
       Myocardium
       ชั้น  myocardium  มีความหนามากกว่าชั้นอื่น ๆ  เป็นชั้นกล้ามเนื้อที่มีการยืดและคลายตัวเป็นจังหวะ  ความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจแตกต่างกันออกไปในหัวใจแต่ละห้องขึ้นอยู่กับความแรงของการบีบตัวของห้องนั้น ๆ  โดยชั้นกล้ามเนื้อมีความหนาที่สุดที่ห้องล่างซ้าย  (left  ventricle)  และมีลักษณะบางที่หัวใจห้องบน  (atrium)  โดยชั้น  myocardium  เป็นชั้นที่ทำให้เกิดการบีบตัวของหัวใจ  และลักษณะของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจนั้นถูกยึดไว้ด้วยกันโดยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  ทำให้กล้ามเนื้อมีการจัดตัวเป็นมัด  ๆ  (bundle)  และแต่ละมัดมีลักษณะวางตัวต่อเนื่องกัน
       Endocardium 

       ชั้น  endocardium   ของหัวใจมีความต่อเนื่องไปกับชั้น  endothelium  ของหลอดเลือด  และชั้นนี้มีการจัดตัวเป็น            ลิ้นของหัวใจ
      

ห้องของหัวใจ  (Chamber of the Heart)
       ภายในหัวใจมีจำนวน  4  ห้อง  ห้องบนเรียกว่า  atrium  จำนวน  2  ห้อง  แบ่งออกเป็น   atrium  ข้างขวาและข้างซ้าย  ส่วนหัวใจห้องล่างเรียกว่า  ventricle  มีทั้งข้างขวาและข้างซ้ายเช่นเดียวกัน  โดย  atrium  จะเป็นตัวรับเลือดเข้าสู่หัวใจจากนั้นจึงส่งลงสู่  ventricle   เพื่อบีบตัวนำเลือดออกจากหัวใจไปสู่ส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายต่อไป
       Right  Atrium
       หัวใจห้องบนขวา  (right  atrium)   ทำหน้าที่รับเลือดดำจากหลอดเลือดดำใหญ่  ได้แก่  superior  vena  cave  (รับเลือดดำมาจากส่วนบนของร่างกาย)  และ  inferior  vena  cave  (รับเลือดดำมาจากส่วนล่างของร่างกาย)  นอกจากนี้ยังรับเลือดดำจากหัวใจที่ผ่านมาตาม  coronary  sinus  อีกด้วย
       Right  Ventricle
       เลือดจาก  atrium  ข้างขวาซึ่งเป็นเลือดดำ  ถูกส่งผ่านลงสู่  ventricle  ข้างขวาโดยผ่านลิ้นเรียกว่า  tricuspid  valve  ลิ้นดังกล่าวมีจำนวน  3  cusps  (ลิ้นของหัวใจเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ปกคลุมไปด้วย  endocardium )  แต่ละ  cusps  ถูกยึดให้อยู่กับที่โดยเส้นเอ็นที่มีลักษณะเป็นสาย  เรียกว่า  chordae  tendineae
       เลือดจาก  ventricle  ข้างขวาจะถูกบีบเข้าสู่  pulmonary  trunk  เพื่อส่งเข้าสู่ปอด  โดยที่โคนของหลอดเลือดนี้มีลิ้นลักษณะเป็นถุงคล้ายเสี้ยวพระจันทร์อยู่ภายในเพื่อกันการไหลย้อนกลับของเลือด  เรียกลิ้นนี้ว่า  pulmonary   semilunar  valve  เมื่อเลือดเข้าสู่  pulmonary trunk  แล้ว  จะเข้าสู่   pulmonary  artery  ทั้งข้างขวาและซ้ายเพื่อเข้าสู่ปอดทั้งสองข้างต่อไป
       Left  Ventricle
       เมื่อเลือดจาก  atrium  ซ้ายผ่านลงสู่  ventricle  ซ้าย  หัวใจจะบีบตัวเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกาย  ซึ่งในขณะที่มันบีบตัวนั้น  mitral  valve  ที่กั้นอยู่ระหว่างห้องทั้งสองจะปิดเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนกลับเข้าสู่  atrium  ซ้าย  โดยเลือดใน  ventricle   ซ้ายจะถูกบีบออกไปทาง  aorta
       ผนังของ   ventricle  ซ้ายมีลักษณะหนากว่าหัวใจห้องอื่น   ๆ  ผิวด้านในของผนังนั้น  มีลักษณะประสานกันไปมาของกล้ามเนื้อทำให้มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ  เช่นเดียวกับ  ventricle  ขวา  เลือดที่ถูกบีบออกจาก  ventricle   ซ้าย  จะผ่านออกไปทาง  ascending aorta  โดยผ่านลิ้นที่มีลักษณะคล้ายเสี้ยวพระจันทร์เรียกว่า   aortic semilunar valve  (อยู่ที่ส่วนต้นของ  aorta)    จากนั้นเลือดจะถูกส่งไปตามหลอดเลือดขนาดใหญ่และเล็กทั่วร่างกาย
       หรืออาจอธิบายได้ว่าวงจรการไหลเวียนเลือด เริ่มจากหัวใจห้องบนซ้ายรับเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูงจากปอดแล้วบีบตัวดันผ่านลิ้นหัวใจลงสู่หัวใจห้องล่างซ้ายแล้วบีบตัวดันเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายและเปลี่ยนเป็นเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูงหรือเลือดดำไหลผ่านหลอดเลือดดำหัวใจห้องบนขวาแล้วบีบตัวดันผ่านลิ้นหัวใจลงสู่ห้องล่างขวา แล้วกลับเข้าสู่ปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแก๊สออกซิเจน   เกิดเป็นระบบการไหลเวียนเลือด   
       กล้ามเนื้อหัวใจสามารถกระตุ้นการทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบนำไฟฟ้า   (conduction system)   ภายในผนังของหัวใจ   ส่งกระแสไฟฟ้าไปตามกล้ามเนื้อหัวใจห้องบน ด้วยความถี่ประมาณ 60-70 ครั้งต่อนาที
       โครงสร้างไฟบรัสของหัวใจ  (Fibrous  skeleton of the heart)
        โครงสร้างไฟบัรส  หรือ  fibrous  skeleton  เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิด  dense  connective  tissue  ซึ่งอยู่ระหว่าง  atrium  และ  ventricle  ของหัวใจ  โดยกลุ่มเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจที่อยู่ใน  atrium  จะอยู่ชิดกับขอบบนของ  fibrous  skeleton  ของ  ventricle  และกลุ่มเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจใน  ventricle  อยู่ชิดกับขอบล่างของมัน  ดังนั้นจะเห็นว่ากล้ามเนื้อหัวใจของ  atrium  และ  ventricle  จะแยกออกจากกัน   นอกจากนี้  fibrous  skeleton  ของหัวใจมีลักษณะเป็นวงรอบคล้ายวงแหวน  เรียกว่า  annuli  fibrosi  โดยอยู่ล้อมรอบหัวใจทั้งสี่ห้อง  และยังทำหน้าที่ในการค้ำจุนลิ้นของหัวใจอีกด้วย
       ลิ้นหัวใจ  (Heart  valve)
       ภายในหัวใจประกอบไปด้วยลิ้นที่กั้นระหว่าง  atrium  และ  ventricle  เรียกว่า  atrioventricular  valve  ส่วนลิ้นที่อยู่ในส่วนต้นของ  aorta  และ  pulmonary  trunk  เรียกว่า  semilunar valve  ลิ้นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการไกลย้อนกลับของเลือดอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงของโลก  ดังนั้น  ถ้ามีความผิดปกติของลิ้นเหล่านี้จะทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวของเลือดเสียไป  เกิดสภาวะที่เรียกว่า  “ลิ้นหัวใจรั่ว”  คือมีการไหลของเลือดย้อนกลับสู่  atrium  ในขณะที่  ventricle  บีบตัวนั่นเอง
       ดังกล่าวข้างต้นแล้วว่าลิ้นหัวใจที่อยู่ที่ส่วนต้นของ  pulmonary  trunk  และ  aorta  มีลักษณะคล้ายเสี้ยวพระจันทร์  เรียกว่า  semilunar  valve  ลิ้นดังกล่าวป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับเข้าสู่  ventricle  โดยเมื่อ  ventricle  คลายตัว  เลือดจะไปตกอยู่ในถุงจนเต็มและทำให้เกิดการปิดของลิ้นนั่นเอง
       โรคบางชนิดมีผลให้เกิดความผิดปกติของลิ้นหัวใจ  โรคดังกล่าวได้แก่  rheumatic  fever  ซึ่งมักเกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด  streptococcus  ที่อยู่ภายในคอ  เนื่องจากภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำลายแบคทีเรียชนิดนี้จะทำให้เกิดการอักเสบที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้อต่อ  ลิ้นหัวใจ  และอวัยวะอื่น  ๆ  โรคนี้โดยส่วนใหญ่จะมีผลทำให้เกิดการทำลายลิ้นหัวใจ  bicuspid  และ  aortic  semilunar  valves
      
      


view
view