http://nongnang214.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ13/09/2009
อัพเดท07/09/2017
ผู้เข้าชม157,297
เปิดเพจ249,698

หลักสูตรท้องถิ่น

แบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่เคยมีให้กัน

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

โครงงานทดลองวิทย์

iGetWeb.com
AdsOne.com

บทที่ 2

บทที่ 2

โรคที่เกิดกับหัวใจและการรักษา

       หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดดีที่ได้รับการฟอกที่ปอดและมีปริมาณออกซิเจนสูงส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายและสมอง  หากสมองขาดเลือดก็จะไม่สามารถสั่งงานหรือควบคุมการทำงานของอวัยวะในร่างกายได้  ขณะเดียวกันหัวใจก็มีหน้าที่รับเลือดจากอวัยวะทุกส่วนกลับคืนมา  ซึ่งเป็นเลือดที่มีของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์  อันเกิดจากการทำงานของร่างกายส่งไปทำลายทิ้งที่ไต  ตับ  และ  ปอด  เลือดที่ผ่านการกำจัดของเสียแล้วก็จะไหลกลับเข้าหัวใจซีกซ้ายด้านบนก่อนที่จะถูกสูบฉีดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง  ๆ  อีกต่อไป 

       โรคหัวใจอ่อน
       โรคหัวใจอ่อนหรือโรคประสาทหัวใจ  เป็นโรคที่ผู้ป่วยมักมีอาการใจหวิว  ใจสั่น  ใจเต้นเร็ว  ตกใจง่าย  เหงื่อออกมาก  มือเย็น  เท้าเย็น  มือชา  เท้าชา  หายใจไม่อิ่ม  ถอนหายใจ  บางรายมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก  เสียวจี๊ดในหน้าอก  อ่อนเพลีย  เหนื่อยง่าย  รู้สึกหงุดหงิดโมโหง่าย  ความอดทนต่ำ  สะเทือนใจง่าย  บางรายจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับร่วมด้วย
     เมื่อทำการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ  จะพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ  ยกเว้นอาจจะมีชีพจรหรือหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ  ซึ่งเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของหัวใจและอวัยวะภายในอื่น  ๆ  สั่งงานมากกว่าปกติ  ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า  โรคเครียดหรือโรคกังวล  
       สาเหตุของโรคหัวใจอ่อนแท้จริงแล้วเกิดจากความขัดแย้งในจิตใจอย่างเรื้อรัง  ความคับข้องใจ  ความไม่สมหวังในชีวิต  ความเครียด  ความกังวล  อันเกิดจากปัญหาในชีวิตส่วนตัวและครอบครัว  ความกลัวและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้จะทำให้อาการของโรคเป็นรุนแรงขึ้น
      การรักษาโรคหัวใจอ่อนนี้ผู้ป่วยต้องดูแลตนเองสุขภาพกายให้แข็งแรง  มีความสุขใจชีวิตประจำวันให้มาก  หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด   หากิจกรรมทำในยามว่าง  เพราะเวลาที่ว่างจิตใจมักคิดฟุ้งซ่าน  คิดไปในทางที่ดีบ้างที่เลวร้ายบ้างส่งผลให้เกิดโรคได้มากมาย

       โรคหัวใจโต
       โรคหัวใจโตหรือภาวะหัวใจโต   คือมี ขนาดของหัวใจโตผิดปกติ แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ โตจากกล้ามเนื้อที่หนาตัวกว่าปกติเพราะทำงานหนัก   กล้ามเนื้อหัวใจหากต้องทำงานหนัก บีบตัวมากๆ เช่น ในกรณีความดันโลหิตสูง หรือ ลิ้นหัวใจตีบ ก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนา ขึ้นได้   อีกประการหนึ่งคือขนาดของหัวใจโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี มีเลือดคั่งค้างในห้องหัวใจมากคล้ายลูกโป่งใส่น้ำ ทำให้ขนาดโตขึ้น มีหลายโรคที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจที่เป็นดาราประจำก็ คือ ความดันโลหิตสูง ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว หัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย เบาหวาน เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีโรคของกล้ามเนื้อหัวใจที่หนากว่าปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุอีกด้วย
       ภาวะหัวใจโตไม่จำเป็นต้องมีอาการผิดปกติใดๆ หากจะมีอาการ ก็จะเป็นอาการเนื่องจากโรคที่เป็นต้นเหตุ และอาการจาก หัวใจล้มเหลว เช่น เหนื่อยง่าย หอบ แน่นหน้าอก เป็นต้น การตรวจร่างกายจะบอกได้หากหัวใจมีขนาดโตมาก แต่โดยทั่วไปแล้ว การตรวจร่างกายจะมุ่งหาสาเหตุของหัวใจโต มากกว่าที่จะบอกขนาดของหัวใจ การตรวจที่จำเป็นคือ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และ เอกซเรย์ทรวงอก (ปอดและหัวใจ) หากกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติมาก หรือ เคยมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจตายมาก่อน จะแสดง ให้เห็น จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการตรวจที่มีความไวต่ำ หมายความว่า แม้คลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ ก็มิได้หมายความว่าหัวใจไม่โต หรือ ไม่มีโรคหัวใจขาดเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจบอกว่าโต แต่จริงๆแล้วไม่โตก็ได้ เอกซเรย์ ทรวงอกบอกขนาดหัวใจได้ดีพอสมควร แต่ก็ผิดพลาดได้ง่าย เพราะขึ้นอยู่กับเทคนิค ระยะห่างระหว่างหัวใจกับฟิล์ม การหายใจ เป็นต้น บ่อยครั้งที่ดูว่าหัวใจโตจากเอกซเรย์ แต่จริงๆแล้วขนาดหัวใจปกติ ไม่โตเลย ในทางกลับกัน เอกซเรย์บอกว่าปกติแต่ความจริงมีกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติมาก ก็เป็นได้  ซึ่งก็ต้องอาศัยวิธีการตรวจหลาย ๆ วิธี  เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องมากที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงต่อตัวผู้ป่วย
       การตรวจวินิจฉัย
            วิธีดูขนาดหัวใจที่ยอมรับกันว่าดีมากในปัจจุบัน คือ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง หรือ Echocardiography เครื่องมือจะส่งคลื่นเสียง ความถี่สูง ทะลุผ่านอวัยวะต่างๆที่จะตรวจเมื่อผ่านส่วนต่างๆคลื่นเสียงเหล่านี้จะสะท้อนกลับ ความสามารถในการสะท้อนกลับขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อเยื่อที่มันผ่าน เช่น เลือด กระดูก กล้ามเนื้อ เหล่านี้ให้สัญญาณการสะท้อนกลับแตกต่างกัน คอมพิวเตอร์จะบันทึกสัญญาณสะท้อนกลับเหล่านี้ นำมาสร้างภาพขึ้นเห็นเป็นอวัยวะที่แพทย์กำลังตรวจอยู่ ดังนั้นหากตรวจที่หัวใจ ก็จะเห็นห้องหัวใจ ซึ่งวัดขนาดได้ว่าโตหรือไม่ เห็นการทำงานของลิ้นหัวใจ เห็นกล้ามเนื้อหัวใจ และ ความสามารถในการบีบตัวว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงให้รายละเอียดได้มากกว่าการตรวจอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจชนิดนี้ไม่เห็น หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และเห็นภาพไม่ชัดนักในผู้ป่วยที่อ้วนหรือมีโรคปอด (ยกเว้นการตรวจโดยผ่านหลอดอาหาร)
       ผู้ที่ควรได้รับการตรวจ
       ผู้ที่ควรได้รับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง  (Echocardiography)    คือผู้ที่มีอาการของหัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง หรือตรวจร่างกายพบระบบการทำงานหัวใจผิดปกติ ควรได้รับการตรวจนี้ เพื่อดูความสามารถ ในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนั้นแล้วผู้ที่เอกซเรย์พบว่า หัวใจโตกว่าปกติบางราย ควรดูให้แน่ใจว่า โตจริงไหม ทั้งนี้แล้วแต่แพทย์โรคหัวใจ จะพิจารณาเป็นรายๆ ในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด เช่น เบาหวาน หากพบว่า หัวใจโตจากเอกซเรย์ก็ควรตรวจละเอียดเช่นกัน เนื่องจาก ภาวะหัวใจโตไม่จำเป็นต้องมีอาการ
       การรักษาภาวะหัวใจโต คือ  การรักษาตามสาเหตุ เช่น รักษาความดันโลหิตสูง ผ่าตัดลิ้นหัวใจ หรือรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นต้น แม้ว่าการรักษาอาจ ไม่ได้ลดขนาดหัวใจลงให้เห็นได้ชัดเจนจากเอกซเรย์ในบางราย แต่การรักษาจะช่วยป้องกันไม่ให้โตขึ้นเรื่อยๆได้

       ลิ้นหัวใจรั่ว
ลิ้น หัวใจเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจที่ทำหน้าที่คล้ายประตู กั้นไม่ให้เลือดที่อยู่ในแต่ละห้องหัวใจไหลย้อนกลับขณะที่ห้องหัวใจบีบตัว ลิ้นหัวใจจึงทำหน้าที่คล้ายประตู ปิด-เปิด ระหว่างห้องหัวใจตลอดเวลาตั้งแต่เกิด   หัวใจคนเรามีลิ้นหัวใจอยู่ 4 ตำแหน่ง คือ 
ไตรคัสปิด (Tricuspid) อยู่ระหว่าหัวใจห้องขวาบนและล่าง
พูลโมนารี่ (Pulmonary) อยู่ระหว่างหัวใจห้องขวาล่างกับหลอดเลือดแดงที่ไปปอด
ไมตรัล (Mitral) อยู่ระหว่างหัวใจห้องซ้ายบนและล่าง
เอออร์ติค (Aortic) อยู่ระหว่างหัวใจห้องซ้ายล่างกับหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงร่างกาย
       สาเหตุ
       1.     มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยอาจไม่มีอาการใดๆในวัยเด็กก็ได้
       2.    ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ เนื่อง จากเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้นจึงเกิดการเสื่อมขึ้น ลิ้นหัวใจ จะหนาตัวขึ้นและเริ่มมีหินปูน (calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้ปิดไม่สนิท
      3.    โรคหัวใจรูห์มาติค ซึ่งเริ่มต้นจากการติดเชื้อ Streptococus ในคอ ซึ่งพบบ่อยในเด็ก ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ต่อต้านหัวใจตนเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ผลตามมาคือลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้นมาก เกิดลิ้นหัวใจตีบและรั่ว โรคนี้ยังจัดเป็นปัญหา สาธารณสุขของประเทศอยู่ พบบ่อยๆ ในผู้ป่วยที่มีฐานะต่ำ หรือ อยู่ในชุมชนแออัด
4    เกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบเป็นรู เชื้อโรคอาจมาจากช่องปาก เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด  (ในผู้ติดยา เสพติด) การเจาะตามร่างกาย(เช่น เจาะลิ้น เจาะอวัยวะเพศ) เป็นต้น
       การวินิจฉัยโรค
       การ ตรวจร่างกายจะให้การวินิจฉัยโรคได้ดี โดยจะได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติ เรียกว่า "เสียงฟู่" หรือ murmur ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจาก ลิ้นหัวใจตีบก็ได้ รั่วก็ได้ แล้วแต่ตำแหน่งของลิ้นหัวใจ อย่างไรก็ตามเสียงฟู่ไม่ได้พบเฉพาะในโรคลิ้นหัวใจเท่านั้น ยังพบในหลายกรณี เช่น คนปกติบางราย คนตั้งครรภ์ ผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว ฯลฯ
       การ ตรวจพิเศษที่ช่วยในการวินิจฉัยลิ้นหัวใจรั่ว รวมทั้งสามารถบอกความรุนแรงและลักษณะของลิ้นหัวใจได้ดีที่สุด คือ การตรวจ ด้วยคลื่นสะท้อน หรืออัลตราซาวน์ เราเรียกการตรวจชนิดนี้ว่า เอคโค่ (echocardiogram) ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือ และ ความชำนาญของแพทย์ในการทำ และแปลผลด้วย บ่อยครั้งที่การใช้เครื่องมือ hi-tech นี้ก็มีผลเสีย เนื่องจากเครื่องมือมี "ความไว" เกินไป สามารถตรวจจับการ "รั่ว" เพียงเล็กน้อยได้ ซึ่งการรั่วเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญเลย   แต่เมื่อแพทย์บอกผู้ป่วยไป ก็ทำให้เกิดความกังวลแก่ผู้ป่วยและญาติ (แต่ไม่บอกก็ไม่ได้เช่นกัน)
       การ ตรวจเอกซ์เรย์ทรวงอก แม้จะไม่สามารถวินิจฉัยลิ้นหัวใจได้โดยตรง แต่ก็สามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการบอกความรุนแรง ของปัญหาที่เกิดขึ้นได้
       อาการ
       ลิ้น หัวใจรั่วเพียงเล็กน้อยจะไม่แสดงอาการใดๆ หรือแม้แต่รั่วมากในหลายๆรายก็ไม่แสดงอาการ อาการต่างๆ จะปรากฏเมื่อหัวใจ ไม่สามารถทนรับกับ ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นได้ต่อไปอีก อาการที่เกิดจึงเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) เช่น หอบเหนื่อย ขาบวม ใจเต้นเร็ว เป็นต้น ดังนั้นการตรวจร่างกาย หรือ ตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้นจึงสามารถบอกได้
       การรักษา
      แม้ ว่าลิ้นหัวใจทำหน้าที่คล้ายประตู แต่หากเปิด-ปิดไม่สะดวกก็ไม่สามารถรักษาด้วยการหยอดน้ำมันเหมือนประตูได้ ต้องเปลี่ยน อย่างเดียว หมายความว่า ต้องแก้ไขที่ตัวลิ้นหัวใจ จะด้วยการผ่าตัดซ่อมแซม หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจก็ตาม แพทย์จะทำการผ่าตัด เฉพาะในรายที่ลิ้นหัวใจเสีย มากเท่านั้น ดังนั้น หากลิ้นหัวใจรั่วเพียงเล็กน้อยหรือปานกลาง แพทย์จะแนะนำให้ติดตามดูอาการ ไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัดแก้ไข ซึ่งหลายๆราย เสียชีวิตด้วยโรคอื่นก่อนที่จะเสียชีวิตจากหัวใจ
       การปฏิบัติตัว
       หาก ลิ้นหัวใจรั่วไม่มากก็สามารถมีกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติ ส่วนถ้ารั่วมาก มักจะมีอาการหอบเหนื่อย ซึ่งก็ถูกจำกัดกิจกรรมต่างๆ ไปโดยปริยาย หัวใจท่านอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นท่านต้องทะนุถนอมหัวใจท่านให้มากๆ ไม่ทำร้ายหัวใจด้วย อาหารเค็ม บุหรี่ อาหาร ไขมันสูง เหล้า-เบียร์-ไวน์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแย่ลง
       สิ่ง สำคัญประการหนึ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ คือ ต้องระวังการติดเชื้อ ดังนั้นหากจะทำฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน หรือ ทำผ่าตัดใดๆ ก็ต้องบอกแพทย์ให้ทราบด้วย เพื่อให้ยาป้องกันการติดเชื้อก่อน

      

       โรคหัวใจวาย
       โรคหัวใจวาย  หรือ  ภาวะหัวใจล้มเหลว  หัวใจวายหมายถึงภาวะซึ่งหัวใจไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างพอเพียง  เราเรียกหัวใจวายว่า congestive heart failure คือหัวใจทำงานล้มเหลวทำให้เนื้อเยื่อต่างๆขาดออกซิเจน เมื่อไตได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลงทำให้ไตสร้างสารบางชนิดออกมาทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย หากหัวใจห้องซ้ายวายก็จะมีการคั่งของน้ำและเกลือที่ปอดทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าน้ำท่วมปอด Pulmonary edema หากหัวใจห้องขวาวายจะเกิดการคั่งของน้ำที่ขาทำให้บวมที่เท้า 
       สาเหตุของหัวใจวาย
       อาจเกิดจากการที่หัวใจวายเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ ซึ่งจริงๆ แล้ว คือภาวะที่หัวใจอ่อนกำลัง ซึ่งทำให้เกิดอาการเพลีย ไม่มีแรง หรืออาจเกิดจากน้ำ หรือเลือดนั้นไหลย้อนกลับไปยังปอดทำให้เกิดอาการของน้ำท่วมปอด และถ้าน้ำที่ไหลย้อนกลับไปยังปอดมีมาก ก็สามารถไหลย้อนกลับต่อไปยังหลอดเลือดดำที่ขาทำให้ขาและเท้าบวมได้ ผู้ป่วยหัวใจอ่อนกำลัง บางรายอาจมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งนี้เนื่องจากขนาดหัวใจของผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักขยายใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ใยประสาทไฟฟ้าในหัวใจยืดผิดรูป และเกิดการนำกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติตามมา ทำไมหัวใจจึงอ่อนกำลังทำไมหัวใจจึงบีบตัวได้ไม่ดี

       สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ ทำให้หัวใจบีบตัวได้ไม่เต็มที่ การติดเชื้อหรือภาวะทางภูมิคุ้มกันซึ่งทำลายเซลล์หัวใจ (หรือเซลล์ของเครื่องปั๊มน้ำ) เหล้า แอลกอฮอล์ ยาอี ยาบ้า ยาเคมีบำบัดบางประเภท การได้รับการฉายรังสีบำบัดเป็นเวลานาน โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ในระยะท้ายโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือภาวะหลังการตั้งครรภ์ นอกจากนี้การที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเร็วกว่าปกติเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้หัวใจอ่อนกำลัง จนหัวใจวายได้ 
       อีกสาเหตุหนึ่งคือ  เมื่ออายุมากขึ้นการบีบตัวตัวของหัวใจก็จะลดลง หากมีภาวะที่ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นหรือมีการสูญเสียความสามารถในการบีบตัวของหัวใจก็จะเกิดโรคหัวใจวาย และบางครั้งแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ได้
        อาการของโรคหัวใจวาย 
       ผู้ป่วยจะเหนื่อยง่าย   หากโรคหัวใจเป็นไม่มากจะหอบเฉพาะเวลาทำงานหนัก หรือขึ้นบันได พอพักจะหายเหนื่อย( dyspnea on exertion) หากอาการเหนื่อยเปลี่ยนในทางที่แย่ลงต้องปรึกษาแพทย์อาการเหล่านี้เกิดจากน้ำท่วมปอด (Pulmonary edema )  นอนราบไม่ได้   ต้องลุกมานั่งหลังจากนอนไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง บางรายต้องนั่งหลับ ( orthopnea )  แน่นหน้าตอนกลางคืน ต้องลุกขึ้นมานั่ง อ่อนเพลียง่าย ไม่มีแรง ข้อเท้าบวม บวมท้องเนื่องจากมีการคั่งของน้ำและเกลือ น้ำหนักเพิ่มอย่างเร็ว ไอเรื้อรังโดยเฉพาะหากเสมหะมีเลือดปนออกมาต้องรีบไปพบแพทย์เพราะนั้นคืออาการของน้ำท่วมปอด เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนเนื่องจากระบบย่อยอาหารได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ความจำเสื่อม มีการสับสน ใจสั่นหัวใจเต้นเร็ว
        การรักษา

       ปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย โดยเริ่มต้นจากการรักษาด้วยยา ซึ่งประกอบด้วย ยาขับปัสสาวะ เพื่อหวังผลลดอาการบวม ลดน้ำที่คั่งในปอด ยาที่กระตุ้นหัวใจ โดยตรงให้บีบตัวแรงขึ้นยาที่สามารถลดความดันของหลอดเลือดแดงที่ต่อกับหัวใจ ทำให้หัวใจไม่ต้องออกแรงปั๊มสู้กับความดันที่สูงมากได้ นอกจากนี้ การทำกายภาพบำบัดทางหัวใจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นได้
       หากรักษาด้วยยา และทำกายภาพบำบัดหัวใจอย่างเต็มที่แล้วผู้ป่วยยังมีอาการมาก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่เรียกว่า Cardiac resynchronized therapy (CRT) เพื่อกระตุ้นการทำงานหัวใจห้องบนและล่างให้สัมพันธ์กัน ส่งผลให้หัวใจห้องบน และล่างให้สัมพันธ์กัน ส่งผลให้หัวใจบีบตัวได้แรงมากขึ้น นอกจากนี้เครื่อง CRT มักมีโปรแกรมตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และสามารถให้การรักษาโดยปล่อยกระแสไฟฟ้าจากเครื่อง เพื่อหยุดยั้งหัวใจที่เต้นผิดจังหวะนั้นด้วยผู้ป่วยส่วนใหญ่หลังได้รับการใส่เครื่อง CRT มักมีอาการดีขึ้น เหนื่อยลดลง มีคุณภาพชีวิต และอายุยืนยาวขึ้น
       สำหรับการรักษาภาวะหัวใจอ่อนกำลังอื่นๆ ได้แก่ การใส่เครื่องปั๊มหัวใจเทียม (L-VAS) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ เมื่อเกิดหัวใจวายแล้ว ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายในกรณีที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นได้[x] close
      

       โรคหัวใจรูมาติก
       โรคหัวใจรูมาติกเป็นโรคหัวใจที่ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่มักพบในเด็กโดยที่บางครั้งเด็กไม่มีอาการชัดเจน มาทราบอีกครั้ง เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พบว่าเกิดลิ้นหัวใจพิการขึ้น จัดว่าเป็นสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจพิการ(ตีบ รั่ว) ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย เด็กในวัยเรียนอาจพบโรคหัวใจรูมาติกได้ประมาณ 0.35-1.4 คนต่อเด็ก 1,000 คน และในผู้ที่อายุมากกว่า 15 ปีพบได้ประมาณ 3 คนต่อ 1,000 คน โดยในผู้ใหญ่ลักษณะที่พบจะเป็นผลจากการอักเสบของลิ้นหัวใจในวัยเด็ก ส่วนใหญ่พบในชุมชนแออัด ยากจน ในประเทศกำลังพัฒนา
          สาเหตุของโรครูมาติก
          โรคนี้เริ่มต้นจากการติดเชื้อคออักเสบ หรือ ต่อมทอนซิลอักเสบ จากเชื้อโรคที่ชื่อ เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ (Beta- hemolytic Streptococcus Group A)   ซึ่งติดต่อกันง่ายมากในชุมชนแออัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หรือที่ๆมีผู้คนอยู่ หนาแน่น ไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนได้รับเชื้อนี้แล้ว เกิดคออักเสบขึ้น รักษาแล้วอาการหายไป แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น ร่างกายมี การตอบสนองต่อการติดเชื้อนี้ผิดปกติ โดยร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเชื้อ แต่ภูมิต้านทานเหล่านี้กลับมาทำลายตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะหลายระบบ เช่น ผิวหนังอักเสบ (Erythema marginatum, Subcutaneous nodule) ระบบประสาทผิดปกติเกิดชัก หรือ เคลื่อนไหวผิดปกติ (Chorea) ปวดตามข้อหลายๆข้อ (Polyarthritis) หัวใจอักเสบ (Carditis) ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 
          ผลที่ตามมาจากการเกิดลิ้นหัวใจอักเสบคือเกิดพังผืดเกาะยึดบริเวณลิ้นหัวใจ (fibrosis) ทำให้ลิ้นหัวใจแข็งไม่โปกสะบัดเหมือนเคย เปิดได้ไม่เต็มที่ (ลิ้นหัวใจตีบ) หรือปิดไม่สนิท (ลิ้นหัวใจรั่ว) หรือ ทั้งตีบและรั่วในขณะเดียวกัน โดยอาจจะเป็นลิ้นเดียว หรือ หลายลิ้น ก็ได้
           อาการ
        โรคหัวใจรูมาติกถ้าเป็นน้อยๆ เด็กจะไม่มีอาการที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ถ้ามีอาการมากคือ ลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีลิ้นหัวใจตีบมากก็จะทำให้มีอาการเหนื่อยหอบง่าย กรณีที่เด็กมีลิ้นหัวใจตีบมาก หรือเป็นมากกว่าหนึ่งลิ้นหัวใจก็จะทำให้มีอาการรุนแรงมาก คือหัวใจวาย หอบหืด นอนราบไม่ได้
          การรักษา
         ถ้าเป็นระยะเฉียบพลันแล้วมารักษาได้ทัน อาการก็จะดีขึ้น รักษาโดยวิธีการกินยา ซึ่งจะมียาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส ยาแก้อักเสบแอสไพริน หรือสเตรียรอยด์ ถ้าเป็นที่ลิ้นหัวใจก็ต้องกินยาหรือฉีดยาป้องกันเพื่อไม้ให้เป็นซ้ำ ถ้าทำถูกต้องและมารักษาเร็วก็สามารถรักษาได้

 

       โรคหัวใจขาดเลือด
        เกิดจากเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดอาการตีบ ทำให้เลือด ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้ กล้ามเนื้อหัวใจ ขาดออกซิเจนชั่วขณะ เกิดอาการเจ็บหน้าอก อาการจะทุเลาเมื่อพัก และถ้าเส้นเลือดที่ตีบ เกิดอุดตันอย่างเฉียบพลัน จะทำให้เกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำให้เกิด อาการเจ็บหน้าอก อย่างรุนแรง อาจมีอาการ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตแบบปัจจุบันทันด่วน ก่อนที่จะไปถึงโรงพยาบาลได้

       อาการ
       ลักษณะอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด เป็นอาการเจ็บปวดเหมือนถูกกดดัน ผู้ป่วยมักจะบรรยายว่า มีอาการแน่นหน้าอก เหมือนถูกกด ถูกบีบ หรือรู้สึกแน่น กลางหน้าอก อาการเหล่านี้ อาจร้าวไปยังหัวไหล่ แขน คอ ขากรรไกร หรือหลังก็เป็นได้ บางคนอาจมีความรู้สึกเหมือนมีเชือดรัด หรือมัดรอบหน้าอก อาจมีอาการเหงื่อออกอย่างมาก ตัวเย็น วิงเวียน คลื่นไส้ และอ่อนแรง ระยะเวลาของการเจ็บหน้าอก และความรุนแรงของอาการเจ็บ ขึ้นอยู่กับสภาพหลอดหัวใจว่าตีบน้อย ตีบมาก หรืออุดตันโดยสิ้นเชิง และความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าออกกำลัง หัวใจต้องทำงานหนัก ต้องการออกซิเจนมากขึ้น อาการเจ็บหน้าอกก็จะเป็นมาก และนานกว่า ในขณะพักการทำงานของหัวใจลดลง ความต้องการออกซิเจนก็จะลดลง อาการเจ็บหน้าอกจะลดลง

       สาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด มักจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ได้แก่

1. เพศชาย มีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด มากกว่าเพศหญิง 3-5 เท่า

2. อายุ ในเพศชายมักจะเริ่มตั้งแต่ อายุ 35 ปีขึ้นไป ในเพศหญิงจะเกิดช้ากว่า คือ มักจะเกิดในวัยหมดประจำเดือน อายุประมาณ 50-55 ปี

3. สูบบุหรี่

4. ไขมันในเลือดสูง

5. โรคความดันโลหิตสูง

6. โรคเบาหวาน

7. อ้วนและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

8. เครียดง่าย เครียดบ่อย

9. มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดของคนในครอบครัว

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ก็จะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ได้เร็วกว่าผู้อื่น และมักจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง
       การวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือด
       การวินิจฉัยเบื้องต้น ที่สำคัญที่สุด คือ อาการเจ็บหน้าอก ดัง ได้กล่าวแล้วข้างต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หลายข้อ มีอาการเจ็บหน้าอก เหมือนถูกกดทับ หรือเหมือนถูกบีบรัด เป็นมากเวลาออกกำลัง ทุเลาลงเวลาพัก อาการมักจะหายไป ใน 10-15 นาที ในกรณีที่มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง มีเหงื่อออกมาก วิงเวียน คลื่นไส้ มือเท้าเย็น เขียว หรือมีอาการหมดสติ พักแล้วไม่ดีขึ้น มักเกิดจาก หลอดเลือดหัวใจอุดตันโดยสิ้นเชิง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ต้องรีบนำผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลทันที ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตโดยกะทันหันได้
       ในกรณีที่หลอดเลือด หัวใจตีบเล็กน้อย อาจจะไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย หรือเจ็บเล็กน้อย เมื่อเวลาออกกำลังกายหนักเท่านั้น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จะช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ ในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบน้อย คลื่นไฟฟ้าหัวใจมักจะปกติ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย การออกกำลังกายทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ต้องการออกซิเจนมากขึ้น เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่สามารถนำเลือด และออกซิเจน ให้กล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอาจมีอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้น จึงช่วยในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ นอกจากนี้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย ยังช่วยบอกความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และสมรรถภาพของหัวใจได้อีกด้วย 

        การตรวจพิเศษอย่างอื่น ที่ช่วยในการวินิจฉัย โรคหัวใจขาดเลือด เช่น การฉีดสารกัมมันตภาพรังสี และใช้เครื่องมือตรวจจับสารเหล่านี้ ซึ่งจะปรากฏที่กล้ามเนื้อหัวใจ และนำภาพเหล่านี้มาเปรียบเทียบกัน ระหว่างในขณะพัก กับในขณะออกกำลังกาย ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภาพที่ได้ขณะออกกำลังกาย จะมีการขาดหายไปของสารกัมมันตภาพรังสี ในบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดไปเลี้ยง
       การรักษาโรคหัวใจขาดเลือด
       โรคหัวใจขาดเลือดเนื่องจาก เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ เกิดตีบหรืออุดตัน โรคนี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้น โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น จะชะลอการเกิดโรคนี้ก่อนวัยอันควรจะเป็น หรืออาจจะไม่เป็นเลยก็ได้
       ในผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดเป็นครั้งแรก คือมีอาการเจ็บหน้าอก เวลาออกกำลังกาย หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ โดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง พร้อมทั้งจะได้รับการรักษา และป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ยังดีอยู่ จะได้ทำงานเป็นปกติต่อไปได้
      

       โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
       เป็นความผิดปกติในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ มารดา เด็กที่เกิดมามีชีวิตจำนวน 1,000 ราย จะมีเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 1 ราย ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เช่น หัดเยอรมัน หรือ การที่มารดาได้รับยา สารเสพติด หรือ สารเคมีขณะตั้งครรภ์ หรือทารกมีความผิดปกติที่โครโมโซม เช่น Down Syndrome นอกจากนี้โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดยังอาจสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ แต่ส่วนมากแล้วมักไม่พบสาเหตุ ทำให้เราไม่สามารถป้องกันได้ ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา เนื่องจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์  (ultrasound) ยังไม่สามารถเข้าถึงหญิงตั้งครรภ์บางกลุ่มได้

       โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ

       1. กลุ่มที่มีอาการตัวเขียว กลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติในหัวใจ ที่ทำให้มีเลือดดำไหลไปปนกับเลือดแดง ซึ่งปกติแล้วเลือดดำจะไม่ไหลไปปนกับเลือดแดง ทำให้เด็กอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน ผิวหนังจึงมีสีออกเขียวๆ ม่วงๆ ซึ่งจะเห็นชัดเจนที่เด็กร้อง หรือดูดนม กลุ่มนี้มีความผิดปกติได้หลายแบบ และอาการค่อนข้างรุนแรงมากต้องผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่แรกคลอด การเจริญเติบโตของเด็กกลุ่มนี้จะน้อยกว่าปกติมาก เพราะเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำกว่าปกติ มีส่วนน้อยที่สามารถเจริญเติบโต มาเป็นผู้ใหญ่ได้

       2. กลุ่มที่ไม่มีอาการตัวเขียว กลุ่มนี้ก็มีหลายแบบด้วยกัน อาจเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ (พบน้อย) หรือ ผนังกั้นห้องหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่ว (พบบ่อย) ทำให้เลือดแดงไหลไปปนเลือดดำ กรณีเช่นนี้ไม่ทำให้เกิด “สีเขียว” แต่จะทำให้เลือดไปปอดมากเกินไป และหัวใจทำงานหนักมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดผลเสียต่อปอดและหัวใจในอนาคต โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ จะอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งสิ้น
       อาการ
       ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ (เนื่องจากในบางวัย อาจตรวจได้ไม่ชัดเจน) หากมีอาการก็จะเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว คือ เหนื่อยหอบง่ายเวลาทำงาน

       การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

       1. รักษาด้วยยา ในรายที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและหายเองได้ เช่น ผนังหัวใจห้องล่างรั่ว หรือในรายที่ยังไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัด อาจจะรักษาด้วยยาไปก่อน รวมถึงการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปอดบวม

       2. การผ่าตัด จะการผ่าตัดในรายที่เป็นมาก รักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของหัวใจ ส่วนผลของการผ่าตัดจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติของหัวใจ ขนาดของร่างกายผู้ป่วย ถ้าน้ำหนักตัวน้อยก็จะมีความเสี่ยงสูง
       โรคความดันโลหิตสูง
       ความดันโลหิต  เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย  ซึ่งวัดได้ 2 ค่า  คือ
       ความดันโลหิตค่าบน  คือ  แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว 

      ความดันโลหิตค่าล่าง  คือแรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว 
       ในคนปกติ  ความดันโลหิต ไม่ควรเกิน 130/85 มิลลิเมตรปรอท (จากการประชุมร่วมขององค์การอนามัยโลก และ International Society of Hypertension ปี 1999)
       ส่วนความรุนแรงของความดันโลหิตที่สูงนั้น  ให้พิจารณาจากค่าความดันตัวบนและความดันตัวล่างทั้งสองค่า  โดยถือระดับความดันโลหิตที่สูงกว่าเป็นเกณฑ์  เช่น  ความดันโลหิต 150/110 มิลลิเมตรปรอท  ความดันตัวบน 150 มิลลิเมตรปรอท จะอยู่ในระดับอ่อน  แต่ความดันตัวล่าง 110 มิลลิเมตรปรอท จะอยู่ในระดับรุนแรง  ดังนั้น ผู้ป่วยรายนี้ก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่มความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง เป็นต้น
       ตาราง แสดงความดันโลหิตสูงในระดับต่าง ๆ ซึ่งแบ่งตามความรุนแรงในผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

ระดับความดันโลหิต

ความดันตัวบน
(มม.ปรอท)

ความดันตัวล่าง
(มม.ปรอท)

ระดับ 1 ความดันโลหิตสูงอย่างอ่อน

140-159

90-99

ระดับ 2 ความดันโลหิตสูงปานกลาง

160-179

100-109

ระดับ 3 ความดันโลหิตสูงรุนแรง

>180

>109

ความดันโลหิตสูงเฉพาะตัวบน

>140

<90

       สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
       มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะตรวจไม่พบสาเหตุ  เชื่อว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยใหญ่  คือ
       1. กรรมพันธุ์  ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้  จากหลักฐานทางระบาดวิทยา พบว่าผู้ที่มีบิดาหรือมารดาเป็นความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงได้มากกว่าผู้ที่บิดามารดาไม่เป็น  ยิ่งกว่านั้น  ผู้ที่มีทั้งบิดาและมารดาเป็นความดันโลหิตสูง จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นมากที่สุด  ผู้สูงอายุก็มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมากขึ้น ๆ
       2. สิ่งแวดล้อม  ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้  เช่น  ภาวะอ้วน  เบาหวาน  การรับประทานอาหารรสเค็ม  การดื่มสุรา  และการสูบบุหรี่  ภาวะเครียด  เป็นต้น
       ส่วนความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุพบได้น้อยกว่าร้อยละ 10  ผู้ป่วยในกลุ่มนี้แม้จะพบเป็นจำนวนน้อย แต่ก็มีความสำคัญ  เพราะบางโรคอาจรักษาให้หายขาดได้  สาเหตุที่พบบ่อย คือ โรคไต   หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบ 

ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด  หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากหัวใจตีบ  เนื้องอกของต่อมหมวกไต
       อาการ
       ความดันโลหิตสูงระดับอ่อน หรือปานกลาง  มักจะไม่มีอาการอะไร  แต่มีการทำลายอวัยวะต่าง ๆ ไปทีละน้อยอย่างช้า ๆ จนผู้ป่วยเกิดผลแทรกซ้อนในที่สุด  เช่น  หัวใจล้มเหลว  หัวใจขาดเลือด  ไตเสื่อมสมรรถภาพ หรืออัมพาต อัมพฤกษ์  ความดันโลหิตโลหิตสูงจึงมักได้รับการขนานนามว่า "ฆาตกรเงียบ"
       ผลแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง
       ภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นาน และไม่ได้รับการรักษา  จะทำให้เกิดการทำลายของอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายได้  เช่น  หัวใจ  สมอง  ไต  หลอดเลือด  และตา เป็นต้น  เพราะความดันโลหิตที่สูงที่เป็นอยู่นาน จะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้น และรูเล็กลง  ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดลง  ส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานได้ไม่เป็นปกติ  และหากทำลายรุนแรงมากพอ  อาจทำให้ถึงแก่กรรมได้  ผลแทรกซ้อนจากโรคจะมีผลต่ออวัยวะดังต่อไปนี้
       1. หัวใจ
       ความดันโลหิตสูง จะมีผลต่อหัวใจ 2 ทาง  คือ  ทำให้หัวใจโต และหลอดเลือดหัวใจหนาตัว และแข็งตัวขึ้น  ทำให้เกิดการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด  หรือหัวใจล้มเหลว ทำให้มีอาการเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ  ทำให้มีอาการใจสั่น
       2. สมอง
       ความดันโลหิตสูง  เป็นสาเหตุของอัมพาต อัมพฤกษ์ ที่พบบ่อย  ซึ่งมักจะเกิดจากหลอดเลือดเล็ก ๆ อุดตัน  โดยเกล็ดเลือด ซึ่งพบบ่อย หรือ เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก  ทำให้เลือดออกในสมอง
       3. ไต
       ไตเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดมากที่สุดในร่างกาย  ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด  ความดันโลหิตสูงก็มีผลต่อหลอดเลือดที่ไต  เช่นเดียวกับหลอดเลือดหัวใจ  ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ  มีผลให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ จนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง  ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มแรกของภาวะไตวายเรื้อรัง คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน  ขาบวมตอนสาย  หากเป็นมากจะมีอาการอ่อนเพลีย  ไม่ค่อยมีแรงจากภาวะซีด  ซึ่งมักพบในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง  และคลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง  ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย
       4. ตา
       ความดันโลหิตสูงจะมีผลต่อหลอดเลือดที่ตา  เช่น  เลือดออกที่จอตา  หลอดเลือดเล็ก ๆ ที่จอตาอุดตัน หรือ ทำให้จอตาหลุดลอกออกได้  ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ หรือตามัว จนถึงตาบอดได้  เบาหวาน ซึ่งมักพบร่วมกับความดันโลหิตสูง จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนทางตาได้เร็ว
       5. หลอดเลือด
       ความดันโลหิตสูง  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย  ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หรือโป่งพอง  มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณแขนขา และอวัยวะภายในลดลง  ผู้ป่วยเกิดไม่ได้ไกลเพราะปวดขาจากการขาดเลือด  ต้องนั่งพักจึงจะหาย และเดินต่อได้
        การรักษาโรคความดันโลหิตสูง
        การรักษาโดยไม่ใช้ยา  นั่นคือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด 

       การรักษาด้วยยา  ซึ่งมีหลายกลุ่ม  แพทย์สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
       1. การควบคุมอาหาร
       การลดน้ำหนัก สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้  และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  แม้ว่าคุณจะไม่จัดว่าอ้วน  แต่การลดอาหารประเภทไขมันก็เป็นสิ่งที่ดี
       หลีกเลี่ยง หรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมัน ในการปรุงอาหาร
       หลีกเลี่ยงอาหารทอด  ให้รับประทานอาหารประเภทอบ นึ่ง ต้ม แทน
       รับประทานอาหารประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น
       หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
       ดื่มน้ำ กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องไขมัน และน้ำผลไม้
       2. รับประทานอาหารที่ไม่เค็มจัด
      การรับประทานเกลือมาก จะทำให้ความดันโลหิตสูง และไตทำงานหนัก  การลดปริมาณเกลือในอาหาร ควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
       หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเข็ม ซุปกระป๋อง
       ใช้เครื่องเทศแทนเกลือ หรือผงชูรส
       รับประทานแต่อาหารว่างที่มีเครื่องหมาย "เกลือต่ำ" (low salt) หรือ "ปราศจากเกลือ" (salt-free)

       3. หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด
       หากเป็นไปได้ พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน   พยายามตอบสนองอย่างมีสติ และนุ่มนวลต่อสภาวะเครียด ซึ่งท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือหลีกเลี่ยงได้
       4. หยุดสูบบุหรี่
       การสูบบุหรี่  เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งในปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และความดันโลหิตสูงได้  บุหรี่ ทำให้เกิดการทำลาย และส่งเสริมการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต
       5. งด หรือ ลดการดื่มแอลกอฮอล์
       การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง  ควรงด หรือดื่มปริมาณน้อย  เช่น  ในวันหนึ่ง ๆ ไม่ควรดื่มสุราเกิน 60 ลบ.ซม  เบียร์ 720 ลบ.ซม.  ไวน์ 260 ลบ.ซม.
       6. ออกกำลังกายแต่พอประมาณ
       การเดินวันละ 20-30 นาที จะช่วยท่านลดน้ำหนักได้  ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และป้องกันโรคของหลอดเลือดได้  ก่อนเริ่มออกกำลังกายใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน
       7. รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
       แจ้งให้แพทย์ท่านทราบถึงยาต่าง ๆ ที่ท่านรับประทานอยู่  เช่น  ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด เป็นต้น
       รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
       หากมียาชนิดใดที่ทำให้ท่านรู้สึกไม่สบาย  ควรแจ้งให้แพทย์ของท่านทราบทันที เพราะว่าท่านอาจต้องการยาในขนาดที่ลดลง หรือเปลี่ยนยา
       รับประทานยาให้สม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์ของท่านจะบอกให้หยุด
       8. ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ
       ในกรณีที่ท่านมีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน    ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเรียนรู้วิธีวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง   อาจทำการวัดความดันโลหิตสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อมีอาการเครียด ปวดศีรษะ   ไม่จำเป็นต้องวัดความดันโลหิตถี่เกินความจำเป็น และควรจดบันทึกวัน เวลา ค่าที่วัดได้ทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ของท่านในการควบคุมความดันโลหิต
      

       โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือพิการ
       โรค กล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial Disease) พบในผู้ป่วยผู้ใหญ่มากกว่าพบในเด็ก เกิดจากมีพยาธิเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้โครงสร้างและหน้าที่ของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ เกิดได้จากสาเหตุต่างๆ และบางรายไม่ทราบสาเหตุ และอาจจะเกิดเป็นผลจากโรคของโครงสร้างส่วนอื่นๆ ของหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจ หลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือเกิดจาก การแพร่กระจายของโรคบางโรคไปทั่วร่างกาย (Systemic disease) ความสำคัญของโรคนี้อยู่ที่พยากรณ์โรค ค่อนข้างจะเลวหลังจากมีอาการและส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตเป็นส่วนมากหลังการ รักษาภายใน 2 ปี ในต่างประเทศมีการพยากรณ์โรคดีกว่า เนื่องจากมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (Cardiac Transplantation) ซึ่งทำการรักษาได้ในบางแห่งเท่านั้น

โรคกล้ามเนื้อหัวใจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1. โรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ทราบสาเหตุ (specific heart muscle disease)
2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่ทราบสาเหตุ ( Cardiomyopathy )
       โรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ทราบสาเหตุ

       โรคกล้ามเนื้อ หัวใจอักเสบ ( acute myocarditis ) มักเกิดในเด็กเล็กๆ ร่วมกับการติดเชื้อในระบบอื่นๆ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ปอดอักเสบ ไข้หวัด เชื้อไวรัส เป็นสาเหตุของการเกิดอักเสบโดยเฉียบพลันมากกว่าสาเหตุอื่น แต่เชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น โรคคอตีบ ( Diphtheria ) , ไข้รากสาด ( Typhoid ) ทำให้เกิดการอักเสบที่กล้ามเนื้อหัวใจได้ ปัจจุบันพบร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์และมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ร่วมด้วย
       สาเหตุเกิดจากกลุ่ม ไวรัสบางชนิด เช่น coxsackie B ทำให้เกิดการกระตุ้น ระบบอินมูนมี ปฏิกิริยาเกิดการอักเสบขึ้นร่วมกับ มีการกระจายของเชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ และเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้กลายไปเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจไม่ทราบสาเหตุชนิด ที่มีหัวใจโต ห้องหัวใจบาง ( Dilated Cardiomyopathy ) ขณะนี้มีการศึกษามากมายโดยอาศัย Polymerase chain reaction ( PCR ) ตรวจหา เชื่อไวรัส ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคนี้ร่วมกับการศึกษาทาง อินมูน ( immunological response ) พบว่ามีการหลั่งเอ็นไซด์ cytokines เป็นสาเหตุทำให้เกิดการทำลายของกล้ามเนื้อหัวใจ จึงทำให้มีการศึกษาการรักษาโดยใช้ยาต่อต้านภูมิคุ้มกัน ( Immunosuppressive ), หรือแม้แต่การใช้   แกมมาโกลบูลิน ( g-globulin ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอยู่ขณะนี้ว่า สามารถทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น และนำมาเป็นยาที่สำคัญ ร่วมกับการใช้ยารักษาภาวะหัวใจวาย
              

       โรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่ทราบสาเหตุ
       โรคกล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดกับผู้ป่วยเด็ก มักพบร่วมกับการติดเชื้ออักเสบของระบบทางเดินหายใจและเกิดการอักเสบเฉียบ พลัน จนกลายไปเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจเรื้อรัง มีส่วนน้อยของโรคกล้ามเนื้อหัวใจไม่ทราบสาเหตุจะเป็นมาแต่กำเนิด หากพบแล้วผู้ป่วยมักถึงแก่กรรมในอายุ 2-3 ปี ดังนั้นการป้องกันระวังรักษาสุขสภาพมารดาขณะตั้งครรภ์ หลังคลอดให้การเลี้ยงดูถูกต้องทางโภชนาการและการให้ภูมิคุ้มกันโรคตามวัย ต่างๆ จะเป็นการป้องกันได้อย่างหนึ่ง อาการและอาการแสดงของโรคมากหรือน้อยอาจไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตกะทันหัน และหากพบว่ามีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ หรือมีผู้เสียชีวิตกะทันหัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย สมาชิกในครอบครัวเมื่อเริ่มมีอาการ เพราะอาจมีความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจได้
        การวินิจฉัย
       เนื่อง จากอาการระยะแรกอาจจะไม่มีอาการชัดเจนเริ่มจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ต่อมามีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็วจนถึงภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ควรต้องแยกโรคจากโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดโคโรนารีพิการแต่กำเนิด โรคติดเชื้อในหัวใจ ( Bacterial endocarditis ), และโรคหัวใจเพราะขาดวิตามินบีหนึ่งในเด็ก ซึ่งจะพบกับเด็กที่อยู่ต่างจังหวัด อายุต่ำกว่า 1-2 ปี ประวัติรับประทานนมมารดาและมารดารับประทานอาหารที่มีวิตามินบีหนึ่งต่ำ หรือรับประทานอาหารที่ทำลายวิตามินบีหนึ่ง หรือเลี้ยงลูกด้วยนมข้นหวาน เด็กในกลุ่มนี้มักจะมีอาการบวมร่วมกับร้องเสียงแหบ การวินิจฉัยแยกโรคนี้จำเป็นต้องซักประวัติการทานอาหารของมารดา การให้นมและอาหารแก่เด็กทารก มารดามีอาการโรคเหน็บชา จะสามารถแยกโรคได้
       การรักษา
       การใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ ( Inotropic drug ) ร่วมกับการให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดปริมาณน้ำที่คั่งในปอด ทำให้หัวใจมีแรงบีบมากขึ้น ร่วมกับการให้ยาขยายหลอดเลือด ( vasodilator ) ซึ่งจะทำให้มีผลต่อการไหลเวียนของเลือดที่เปลี่ยนแปลงตามความต้านทานในหลอด เลือดและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ยาขยายหลอดเลือดมีทั้ง ขยายหลอดเลือดดำและขยายหลอดเลือดแดง ซึ่จะต้องเลือกใช้โดยพิจารณาถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงทางระบบไหลเวียนโลหิตที่ เกิดจากสภาวะหัวใจวายให้เหมาะสม
       การ เปลี่ยนหัวใจ ( Cardiac transplantation ) ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจยืดขยายและมีอายุน้อย ( dilated cardiomyopathy ) การดำเนินของโรคเริ่มมาจาก การอักเสบของกล้ามเนื้อของหัวใจ ( acute viral myocarditis ) หรือ ที่ไม่ทราบสาเหตุมักจะถึงแก่กรรมภายใน 2 ปี การเปลี่ยนหัวใจเป็นการรักษาผ่าตัดในระยะสุดท้าย ทำให้มีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้น แต่มีข้อยุ่งยากเรื่องการรับบริจาคหัวใจจากผู้ป่วยที่ถึงแก่กรรม ต้องอยู่ในสภาพดีไม่ปฏิกิริยาต่อต้านทางอินบูนต่อหัวใจที่ได้รับใหม่ การใช้ยากดภูมิต้านทานในระยะยาว

 

      โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
      
การอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจเรียกว่า เพริคาร์ดิทิส(pericarditis) ส่วนใหญ่เกิดกับผู้ชายที่มีอายุ 20-50 ปี ในบางครั้งเกิดหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ

       สาเหตุที่จะทำให้เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ได้แก่ การติดเชื้อปรกติเกิดจากไวรัส หรือการแพร่ระบาดของโรคอักเสบ(inflammatory diseases)เช่นลูพัส(lupus) เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบอาจเกิดจากมะเร็ง หรือการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตามเกือบทุกกรณีไม่รู้สาเหตุอย่างชัดเจน
       อาการ
       เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบทำให้เกิดอาการที่มีลักษณะเฉพาะจำนวนหนึ่งและพบได้ในการตรวจ อาการหลัก คือ การเจ็บหน้าอกที่แตกต่างจากการแน่นหน้าอกแอนไจนา ปรกติจะเจ็บจี๊ด(sharp) เจ็บลึก(piercing)บริเวณกลางหรือด้านซ้ายของทรวงอก ความเจ็บนี้อาจลุกลามไปถึงไหล่ซ้ายและรุนแรงขึ้นเมื่อหายใจลึก ๆ หรือนอนลง ความเจ็บสามารถทุเลาเมื่อนั่งเอนตัวไปข้างหน้าและกำลังลุกขึ้นยืน
       การรักษาจะรักษาตามอาการ เช่น  การให้ยาต้านการอักเสบ รักษาสาเหตุของการอักเสบ หากมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ อาจต้องเจาะหรือถ้าเจาะไม่ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเอาน้ำหนอง หรือเยื่อหุ้มหัวใจออกเพื่อไม่ให้หัวใจถูกบีบรัดได้  ผู้ที่เป็นโรคนี้ จึงต้องไปหาหมอและขอรับการรักษาและขอทราบวิธีการป้องกันและการปฏิบัติจากหมอ การรักษาตัวเองในโรคหัวใจประเภทนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและคำแนะนำของหมอสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนโดยเฉพาะ

       โรคหัวใจชรา
       อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเรา เมื่อเกิดแล้วจะเจริญเติบโตรับใช้เราอยู่ชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้นการเจริญเติบโตก็ยุติ อวัยวะต่าง ๆ เหล่านั้นก็แก่ตัว และปรับตัวให้เหมาะสมต่อกันและกันและต่อสิ่งแวดล้อม  หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน หัวใจของเราเริ่มทำงานตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์ของมารดา มีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แรกจนกระทั่งเราเกิดและเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หลังจากนั้นหัวใจของเราจะเริ่มแก่ตัว เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสิ่งแวดล้อม ถัดจากระยะนี้หัวใจของเราจะชราลง
       การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นไปตลอดเวลาจนเราไม่รู้สึกตัว หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน แต่เราไม่สามารถเห็นการชราของหัวใจได้ ทั้งที่เกือบจะถือกันได้ว่าหัวใจนั้นเป็นอวัยวะเดียวในร่างกายที่ทำงานให้เรารู้สึกได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน จะตื่นหรือหลับ จะดีใจหรือเสียใจ ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หัวใจจึงเป็นอวัยวะที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

       ในปัจจุบัน การแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมากมาย แต่เราก็ยังไม่เข้าใจโรคหัวใจชรานี้อย่างถ่องแท้ โรคหัวใจชราจึงยังเป็นหัวข้อเรื่องที่ต้องการการศึกษาค้นคว้าอีกมากทั้งในทางโลกและทางธรรม ส่วนต่าง ๆ ของหัวใจที่ชราลงที่เรารู้กันบ้างในปัจจุบันคือ ส่วนที่สืบเนื่องมาจากความชราของหลอดเลือด ทำให้เกิดโรคหัวใจต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจจากแรงดันเลือดสูง ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนั้นยังมีพวกโรคหลอดเลือดพิการต่าง ๆ เช่น เส้นเลือดขดหรือขอดจากความพิการของหลอดเลือดดำ จะทำให้ขาและเท้าบวม และหรือปวด ถ้าหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขาเกิดตีบตันภาวะหลอดเลือดแข็ง จะทำให้ปวดขาเวลาเดินและมีอาการเป็นตะคริวง่าย ถ้าหลอดเลือดแดงใหญ่ข้างในทรวงอกหรือข้างในท้องโป่งพอง จะทำให้เกิดอาการเจ็บรุนแรง หรือเกิดอาการตกเลือดได้ เป็นต้น
       การรักษาโรคหัวใจชราเป็นการรักษาตามอาการและตามชนิดของโรคเท่านั้น เพราะยังไม่มียาและวิธีรักษาใด ๆที่จะสามารถทำให้ส่วนที่เสื่อมไปกลับคืนเป็นปกติเช่นเดียวกับที่ยังไม่มียาหรือวิธีรักษาใด ๆที่จะทำให้คนชรากลับเป็นคนหนุ่มสาวอย่างสมบูรณ์ได้อีก
       โรคที่เกิดกับหัวใจดังได้กล่าวมานั้น  จะเห็นได้ว่าเกิดจากพฤติกรรมของตัวผู้ป่วยเสียมากกว่าที่จะเกิดจากพันธุกรรม  ดังนั้นเราสามารถที่จะเลือกหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง  ๆ กับหัวใจของเราลงได้บ้าง  โดยลดพฤติกรรมการบริโภค  การใช้ชีวิต  การคิด  เพื่อช่วยให้เรามีชีวิตที่ดี  มีร่างกายที่ปราศจากโรค  ถึงแม้ว่าโรคบางโรคเราจะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ คือ  โรคชรา  แต่ถ้าเราดูแลสุขภาพให้ดีแล้ว  เมื่อถึงยามชราภาพนั้นเราก็จะยังมีสุขภาพที่ดี  ยังพอเดินได้  ไม่มีโรคภัย  ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานและสังคม

 

view
view