http://nongnang214.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

สถิติ

เปิดเว็บ13/09/2009
อัพเดท06/11/2017
ผู้เข้าชม158,086
เปิดเพจ251,245

หลักสูตรท้องถิ่น

แบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่เคยมีให้กัน

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

โครงงานทดลองวิทย์

iGetWeb.com
AdsOne.com

สรุปเพื่อเตรียมตัวรายงาน

       หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดเลือดดีที่ได้รับการฟอกที่ปอดและมีปริมาณออกซิเจนสูงส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง  ๆ  ของร่างกายและสมอง  หากสมองขาดเลือดก็จะไม่สามารถสั่งงานหรือควบคุมการทำงานของอวัยวะในร่างกายได้  ขณะเดียวกันหัวใจก็มีหน้าที่รับเลือดจากอวัยวะทุกส่วนกลับคืนมา  ซึ่งเป็นเลือดที่มีของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์  อันเกิดจากการทำงานของร่างกายส่งไปทำลายทิ้งที่ไต  ตับ  และ  ปอด  เลือดที่ผ่านการกำจัดของเสียแล้วก็จะไหลกลับเข้าหัวใจซีกซ้ายด้านบนก่อนที่จะถูกสูบฉีดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง  ๆ  อีกต่อไป 

โรคหัวใจอ่อน
       โรคหัวใจอ่อนหรือโรคประสาทหัวใจ  เป็นโรคที่ผู้ป่วยมักมีอาการใจหวิว  ใจสั่น  ใจเต้นเร็ว  ตกใจง่าย  เหงื่อออกมาก  มือเย็น  เท้าเย็น  มือชา  เท้าชา  หายใจไม่อิ่ม  ถอนหายใจ  บางรายมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก  เสียวจี๊ดในหน้าอก  อ่อนเพลีย  เหนื่อยง่าย  รู้สึกหงุดหงิดโมโหง่าย  ความอดทนต่ำ  สะเทือนใจง่าย  บางรายจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับร่วมด้วย
       สาเหตุของโรคหัวใจอ่อนแท้จริงแล้วเกิดจากความขัดแย้งในจิตใจอย่างเรื้อรัง  ความคับข้องใจ  ความไม่สมหวังในชีวิต  ความเครียด  ความกังวล  อันเกิดจากปัญหาในชีวิตส่วนตัวและครอบครัว  ความกลัวและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้จะทำให้อาการของโรคเป็นรุนแรงขึ้น
      การรักษาโรคหัวใจอ่อนนี้ผู้ป่วยต้องดูแลตนเองสุขภาพกายให้แข็งแรง  มีความสุขใจชีวิตประจำวันให้มาก  หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด   หากิจกรรมทำในยามว่าง  เพราะเวลาที่ว่างจิตใจมักคิดฟุ้งซ่าน  คิดไปในทางที่ดีบ้างที่เลวร้ายบ้างส่งผลให้เกิดโรคได้มากมาย

       โรคหัวใจโต
       โรคหัวใจโตหรือภาวะหัวใจโต   คือมี ขนาดของหัวใจโตผิดปกติ แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ โตจากกล้ามเนื้อที่หนาตัวกว่าปกติเพราะทำงานหนัก   กล้ามเนื้อหัวใจหากต้องทำงานหนัก บีบตัวมากๆ เช่น ในกรณีความดันโลหิตสูง หรือ ลิ้นหัวใจตีบ ก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนา ขึ้นได้   อีกประการหนึ่งคือขนาดของหัวใจโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี มีเลือดคั่งค้างในห้องหัวใจมากคล้ายลูกโป่งใส่น้ำ ทำให้ขนาดโตขึ้น

       ลิ้นหัวใจรั่ว
       สาเหตุ
       1.     มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยอาจไม่มีอาการใดๆในวัยเด็กก็ได้
       2.    ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ เนื่อง จากเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้นจึงเกิดการเสื่อมขึ้น ลิ้นหัวใจ จะหนาตัวขึ้นและเริ่มมีหินปูน (calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้ปิดไม่สนิท
      3.    โรคหัวใจรูห์มาติค ซึ่งเริ่มต้นจากการติดเชื้อ Streptococus ในคอ ซึ่งพบบ่อยในเด็ก ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ต่อต้านหัวใจตนเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ผลตามมาคือลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้นมาก เกิดลิ้นหัวใจตีบและรั่ว โรคนี้ยังจัดเป็นปัญหา สาธารณสุขของประเทศอยู่ พบบ่อยๆ ในผู้ป่วยที่มีฐานะต่ำ หรือ อยู่ในชุมชนแออัด
4    เกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบเป็นรู เชื้อโรคอาจมาจากช่องปาก เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด  (ในผู้ติดยา เสพติด) การเจาะตามร่างกาย(เช่น เจาะลิ้น เจาะอวัยวะเพศ) เป็นต้น
       อาการ
       ลิ้น หัวใจรั่วเพียงเล็กน้อยจะไม่แสดงอาการใดๆ หรือแม้แต่รั่วมากในหลายๆรายก็ไม่แสดงอาการ อาการต่างๆ จะปรากฏเมื่อหัวใจ ไม่สามารถทนรับกับ ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นได้ต่อไปอีก อาการที่เกิดจึงเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) เช่น หอบเหนื่อย ขาบวม ใจเต้นเร็ว เป็นต้น ดังนั้นการตรวจร่างกาย หรือ ตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้นจึงสามารถบอกได้
       การรักษา
ต้องรักษาที่ตัวลิ้นหัวใจ จะด้วยการผ่าตัดซ่อมแซม หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจก็ตาม แพทย์จะทำการผ่าตัด เฉพาะในรายที่ลิ้นหัวใจเสีย มากเท่านั้น ดังนั้น หากลิ้นหัวใจรั่วเพียงเล็กน้อยหรือปานกลาง แพทย์จะแนะนำให้ติดตามดูอาการ ไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัดแก้ไข ซึ่งหลายๆราย เสียชีวิตด้วยโรคอื่นก่อนที่จะเสียชีวิตจากหัวใจ
โรคหัวใจวาย
       โรคหัวใจวาย  หรือ  ภาวะหัวใจล้มเหลว  หมายถึงภาวะซึ่งหัวใจไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างพอเพียง  คือหัวใจทำงานล้มเหลวทำให้เนื้อเยื่อต่างๆขาดออกซิเจน เมื่อไตได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลงทำให้ไตสร้างสารบางชนิดออกมาทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย หากหัวใจห้องซ้ายวายก็จะมีการคั่งของน้ำและเกลือที่ปอดทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าน้ำท่วมปอด หากหัวใจห้องขวาวายจะเกิดการคั่งของน้ำที่ขาทำให้บวมที่เท้า 
       สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ ทำให้หัวใจบีบตัวได้ไม่เต็มที่ การติดเชื้อหรือภาวะทางภูมิคุ้มกันซึ่งทำลายเซลล์หัวใจ (หรือเซลล์ของเครื่องปั๊มน้ำ) เหล้า แอลกอฮอล์ ยาอี ยาบ้า ยาเคมีบำบัดบางประเภท การได้รับการฉายรังสีบำบัดเป็นเวลานาน โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ในระยะท้ายโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือภาวะหลังการตั้งครรภ์ นอกจากนี้การที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเร็วกว่าปกติเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้หัวใจอ่อนกำลัง จนหัวใจวายได้ 
       อีกสาเหตุหนึ่งคือ  เมื่ออายุมากขึ้นการบีบตัวตัวของหัวใจก็จะลดลง หากมีภาวะที่ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นหรือมีการสูญเสียความสามารถในการบีบตัวของหัวใจก็จะเกิดโรคหัวใจวาย และบางครั้งแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ได้
อาการของโรคหัวใจวาย 
       ผู้ป่วยจะเหนื่อยง่าย   หากโรคหัวใจเป็นไม่มากจะหอบเฉพาะเวลาทำงานหนัก หรือขึ้นบันได พอพักจะหายเหนื่อยหากอาการเหนื่อยเปลี่ยนในทางที่แย่ลงต้องปรึกษาแพทย์อาการเหล่านี้เกิดจากน้ำท่วม  นอนราบไม่ได้   ต้องลุกมานั่งหลังจากนอนไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง บางรายต้องนั่งหลับ  แน่นหน้าตอนกลางคืน ต้องลุกขึ้นมานั่ง อ่อนเพลียง่าย ไม่มีแรง ข้อเท้าบวม บวมท้องเนื่องจากมีการคั่งของน้ำและเกลือ น้ำหนักเพิ่มอย่างเร็ว ไอเรื้อรังโดยเฉพาะหากเสมหะมีเลือดปนออกมาต้องรีบไปพบแพทย์เพราะนั้นคืออาการของน้ำท่วมปอด เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนเนื่องจากระบบย่อยอาหารได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ความจำเสื่อม มีการสับสน ใจสั่นหัวใจเต้นเร็ว
        การรักษา

       เริ่มต้นจากการรักษาด้วยยา ซึ่งประกอบด้วย ยาขับปัสสาวะ เพื่อหวังผลลดอาการบวม ลดน้ำที่คั่งในปอด ยาที่กระตุ้นหัวใจ โดยตรงให้บีบตัวแรงขึ้นยาที่สามารถลดความดันของหลอดเลือดแดงที่ต่อกับหัวใจ ทำให้หัวใจไม่ต้องออกแรงปั๊มสู้กับความดันที่สูงมากได้ นอกจากนี้ การทำกายภาพบำบัดทางหัวใจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นได้
       โรคหัวใจรูมาติก
       โรคหัวใจรูมาติกเป็นโรคหัวใจที่ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่มักพบในเด็กโดยที่บางครั้งเด็กไม่มีอาการชัดเจน มาทราบอีกครั้ง เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พบว่าเกิดลิ้นหัวใจพิการขึ้น จัดว่าเป็นสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจพิการ(ตีบ รั่ว) ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย เด็กในวัยเรียนอาจพบโรคหัวใจรูมาติกได้ประมาณ 0.35-1.4 คนต่อเด็ก 1,000 คน และในผู้ที่อายุมากกว่า 15 ปีพบได้ประมาณ 3 คนต่อ 1,000 คน โดยในผู้ใหญ่ลักษณะที่พบจะเป็นผลจากการอักเสบของลิ้นหัวใจในวัยเด็ก ส่วนใหญ่พบในชุมชนแออัด ยากจน ในประเทศกำลังพัฒนา
สาเหตุของโรครูมาติก
          โรคนี้เริ่มต้นจากการติดเชื้อคออักเสบ หรือ ต่อมทอนซิลอักเสบ จากเชื้อโรคที่ชื่อ เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ (Beta- hemolytic Streptococcus Group A)   ซึ่งติดต่อกันง่ายมากในชุมชนแออัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หรือที่ๆมีผู้คนอยู่ หนาแน่น ไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนได้รับเชื้อนี้แล้ว เกิดคออักเสบขึ้น รักษาแล้วอาการหายไป แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น ร่างกายมี การตอบสนองต่อการติดเชื้อนี้ผิดปกติ โดยร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเชื้อ แต่ภูมิต้านทานเหล่านี้กลับมาทำลายตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะหลายระบบ เช่น ผิวหนังอักเสบ  ระบบประสาทผิดปกติเกิดชัก หรือ เคลื่อนไหวผิดปกติ    ปวดตามข้อหลายๆข้อ   หัวใจอักเสบ   ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 
          ผลที่ตามมาจากการเกิดลิ้นหัวใจอักเสบคือเกิดพังผืดเกาะยึดบริเวณลิ้นหัวใจ   ทำให้ลิ้นหัวใจแข็งไม่โปกสะบัดเหมือนเคย เปิดได้ไม่เต็มที่ (ลิ้นหัวใจตีบ) หรือปิดไม่สนิท (ลิ้นหัวใจรั่ว) หรือ ทั้งตีบและรั่วในขณะเดียวกัน โดยอาจจะเป็นลิ้นเดียว หรือ หลายลิ้น ก็ได้
           อาการ
        โรคหัวใจรูมาติกถ้าเป็นน้อยๆ เด็กจะไม่มีอาการที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ถ้ามีอาการมากคือ ลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีลิ้นหัวใจตีบมากก็จะทำให้มีอาการเหนื่อยหอบง่าย กรณีที่เด็กมีลิ้นหัวใจตีบมาก หรือเป็นมากกว่าหนึ่งลิ้นหัวใจก็จะทำให้มีอาการรุนแรงมาก คือหัวใจวาย หอบหืด นอนราบไม่ได้
          การรักษา
         ถ้าเป็นระยะเฉียบพลันแล้วมารักษาได้ทัน อาการก็จะดีขึ้น รักษาโดยวิธีการกินยา ซึ่งจะมียาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส ยาแก้อักเสบแอสไพริน หรือสเตรียรอยด์ ถ้าเป็นที่ลิ้นหัวใจก็ต้องกินยาหรือฉีดยาป้องกันเพื่อไม้ให้เป็นซ้ำ ถ้าทำถูกต้องและมารักษาเร็วก็สามารถรักษาได้

       โรคหัวใจขาดเลือด
        เกิดจากเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดอาการตีบ ทำให้เลือด ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้ กล้ามเนื้อหัวใจ ขาดออกซิเจนชั่วขณะ เกิดอาการเจ็บหน้าอก อาการจะทุเลาเมื่อพัก และถ้าเส้นเลือดที่ตีบ เกิดอุดตันอย่างเฉียบพลัน จะทำให้เกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำให้เกิด อาการเจ็บหน้าอก อย่างรุนแรง อาจมีอาการ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตแบบปัจจุบันทันด่วน ก่อนที่จะไปถึงโรงพยาบาลได้

       อาการ
       ลักษณะอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด เป็นอาการเจ็บปวดเหมือนถูกกดดัน ผู้ป่วยมักจะบรรยายว่า มีอาการแน่นหน้าอก เหมือนถูกกด ถูกบีบ หรือรู้สึกแน่น กลางหน้าอก อาการเหล่านี้ อาจร้าวไปยังหัวไหล่ แขน คอ ขากรรไกร หรือหลังก็เป็นได้ และความรุนแรงของอาการเจ็บ ขึ้นอยู่กับสภาพหลอดหัวใจว่าตีบน้อย ตีบมาก หรืออุดตันโดยสิ้นเชิง และความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าออกกำลัง หัวใจต้องทำงานหนัก ต้องการออกซิเจนมากขึ้น อาการเจ็บหน้าอกก็จะเป็นมาก และนานกว่า ในขณะพักการทำงานของหัวใจลดลง ความต้องการออกซิเจนก็จะลดลง อาการเจ็บหน้าอกจะลดลง

การรักษาโรคหัวใจขาดเลือด
            โรคนี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้น โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น จะชะลอการเกิดโรคนี้ก่อนวัยอันควรจะเป็น หรืออาจจะไม่เป็นเลยก็ได้
       ในผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดเป็นครั้งแรก คือมีอาการเจ็บหน้าอก เวลาออกกำลังกาย หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ โดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง พร้อมทั้งจะได้รับการรักษา และป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ยังดีอยู่ จะได้ทำงานเป็นปกติต่อไปได้
      

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
       เป็นความผิดปกติในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ มารดา  ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เช่น หัดเยอรมัน หรือ การที่มารดาได้รับยา สารเสพติด หรือ สารเคมีขณะตั้งครรภ์ หรือทารกมีความผิดปกติที่โครโมโซม  นอกจากนี้โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดยังอาจสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ แต่ส่วนมากแล้วมักไม่พบสาเหตุ ทำให้เราไม่สามารถป้องกันได้ ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา เนื่องจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์  (ultrasound) ยังไม่สามารถเข้าถึงหญิงตั้งครรภ์บางกลุ่มได้

       อาการ
       ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ (เนื่องจากในบางวัย อาจตรวจได้ไม่ชัดเจน) หากมีอาการก็จะเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว คือ เหนื่อยหอบง่ายเวลาทำงาน

       การรักษา
       1. รักษาด้วยยา ในรายที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและหายเองได้ เช่น ผนังหัวใจห้องล่างรั่ว หรือในรายที่ยังไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัด อาจจะรักษาด้วยยาไปก่อน รวมถึงการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปอดบวม
 2. การผ่าตัด จะการผ่าตัดในรายที่เป็นมาก รักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของหัวใจ ส่วนผลของการผ่าตัดจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติของหัวใจ ขนาดของร่างกายผู้ป่วย ถ้าน้ำหนักตัวน้อยก็จะมีความเสี่ยงสูง
       โรคความดันโลหิตสูง
       ความดันโลหิต  เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย  ซึ่งวัดได้ 2 ค่า  คือ
       ความดันโลหิตค่าบน  คือ  แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว 

      ความดันโลหิตค่าล่าง  คือแรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว 
       ในคนปกติ  ความดันโลหิต ไม่ควรเกิน 130/85 มิลลิเมตรปรอท
ส่วนความรุนแรงของความดันโลหิตที่สูงนั้น  ให้พิจารณาจากค่าความดันตัวบนและความดันตัวล่างทั้งสองค่า  โดยถือระดับความดันโลหิตที่สูงกว่าเป็นเกณฑ์  เช่น  ความดันโลหิต 150/110 มิลลิเมตรปรอท  ความดันตัวบน 150 มิลลิเมตรปรอท จะอยู่ในระดับอ่อน  แต่ความดันตัวล่าง 110 มิลลิเมตรปรอท จะอยู่ในระดับรุนแรง  ดังนั้น ผู้ป่วยรายนี้ก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่มความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง เป็นต้น
อาการ
       ความดันโลหิตสูงระดับอ่อน หรือปานกลาง  มักจะไม่มีอาการอะไร  แต่มีการทำลายอวัยวะต่าง ๆ ไปทีละน้อยอย่างช้า ๆ จนผู้ป่วยเกิดผลแทรกซ้อนในที่สุด  เช่น  หัวใจล้มเหลว  หัวใจขาดเลือด  ไตเสื่อมสมรรถภาพ หรืออัมพาต อัมพฤกษ์  ความดันโลหิตโลหิตสูงจึงมักได้รับการขนานนามว่า "ฆาตกรเงียบ"
        การรักษาโรคความดันโลหิตสูง
        การรักษาโดยไม่ใช้ยา  นั่นคือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด 

       การรักษาด้วยยา  ซึ่งมีหลายกลุ่ม  แพทย์สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
       โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือพิการ
       โรค กล้ามเนื้อหัวใจ  พบในผู้ป่วยผู้ใหญ่มากกว่าพบในเด็ก เกิดจากมีพยาธิเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้โครงสร้างและหน้าที่ของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ เกิดได้จากสาเหตุต่างๆ และบางรายไม่ทราบสาเหตุ และอาจจะเกิดเป็นผลจากโรคของโครงสร้างส่วนอื่นๆ ของหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจ หลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือเกิดจาก การแพร่กระจายของโรคบางโรคไปทั่วร่างกาย   ความสำคัญของโรคนี้อยู่ที่พยากรณ์โรค ค่อนข้างจะเลวหลังจากมีอาการและส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตเป็นส่วนมากหลังการ รักษาภายใน 2 ปี ใน
        อาการระยะแรกอาจจะไม่มีอาการชัดเจนเริ่มจากการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ต่อมามีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็วจนถึงภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
       การรักษา
       การใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ  ร่วมกับการให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดปริมาณน้ำที่คั่งในปอด ทำให้หัวใจมีแรงบีบมากขึ้น ร่วมกับการให้ยาขยายหลอดเลือด  ซึ่งจะทำให้มีผลต่อการไหลเวียนของเลือดที่เปลี่ยนแปลงตามความต้านทานในหลอด เลือดและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ยาขยายหลอดเลือดมีทั้ง ขยายหลอดเลือดดำและขยายหลอดเลือดแดง ซึ่จะต้องเลือกใช้โดยพิจารณาถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงทางระบบไหลเวียนโลหิตที่ เกิดจากสภาวะหัวใจวายให้เหมาะสม
       การ เปลี่ยนหัวใจ  ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจยืดขยายและมีอายุน้อย  การดำเนินของโรคเริ่มมาจาก การอักเสบของกล้ามเนื้อของหัวใจ  หรือ ที่ไม่ทราบสาเหตุมักจะถึงแก่กรรมภายใน 2 ปี การเปลี่ยนหัวใจเป็นการรักษาผ่าตัดในระยะสุดท้าย ทำให้มีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้น แต่มีข้อยุ่งยากเรื่องการรับบริจาคหัวใจจากผู้ป่วยที่ถึงแก่กรรม ต้องอยู่ในสภาพดีไม่ปฏิกิริยาต่อต้านทางอินบูนต่อหัวใจที่ได้รับใหม่ การใช้ยากดภูมิต้านทานในระยะยาว

โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
      
การอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจเรียกว่า เพริคาร์ดิทิส(pericarditis) ส่วนใหญ่เกิดกับผู้ชายที่มีอายุ 20-50 ปี ในบางครั้งเกิดหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ
       สาเหตุที่จะทำให้เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ได้แก่ การติดเชื้อปรกติเกิดจากไวรัส หรือการแพร่ระบาดของโรคอักเสบ(inflammatory diseases)เช่นลูพัส(lupus) เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบอาจเกิดจากมะเร็ง หรือการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตามเกือบทุกกรณีไม่รู้สาเหตุอย่างชัดเจน
       อาการ
       เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบทำให้เกิดอาการที่มีลักษณะเฉพาะจำนวนหนึ่งและพบได้ในการตรวจ อาการหลัก คือ การเจ็บหน้าอกที่แตกต่างจากการแน่นหน้าอกแอนไจนา ปรกติจะเจ็บจี๊ด(sharp) เจ็บลึก(piercing)บริเวณกลางหรือด้านซ้ายของทรวงอก ความเจ็บนี้อาจลุกลามไปถึงไหล่ซ้ายและรุนแรงขึ้นเมื่อหายใจลึก ๆ หรือนอนลง ความเจ็บสามารถทุเลาเมื่อนั่งเอนตัวไปข้างหน้าและกำลังลุกขึ้นยืน

       การรักษาจะรักษาตามอาการ เช่น  การให้ยาต้านการอักเสบ รักษาสาเหตุของการอักเสบ หากมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ อาจต้องเจาะหรือถ้าเจาะไม่ได้ ก็จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเอาน้ำหนอง หรือเยื่อหุ้มหัวใจออกเพื่อไม่ให้หัวใจถูกบีบรัดได้  ผู้ที่เป็นโรคนี้ จึงต้องไปหาหมอและขอรับการรักษาและขอทราบวิธีการป้องกันและการปฏิบัติจากหมอ การรักษาตัวเองในโรคหัวใจประเภทนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและคำแนะนำของหมอสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนโดยเฉพาะ

โรคหัวใจชรา
       อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเรา เมื่อเกิดแล้วจะเจริญเติบโตรับใช้เราอยู่ชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้นการเจริญเติบโตก็ยุติ อวัยวะต่าง ๆ เหล่านั้นก็แก่ตัว และปรับตัวให้เหมาะสมต่อกันและกันและต่อสิ่งแวดล้อม  หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน หัวใจของเราเริ่มทำงานตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์ของมารดา มีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แรกจนกระทั่งเราเกิดและเข้าสู่วัยหนุ่มสาว หลังจากนั้นหัวใจของเราจะเริ่มแก่ตัว เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสิ่งแวดล้อม ถัดจากระยะนี้หัวใจของเราจะชราลง
       การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นไปตลอดเวลาจนเราไม่รู้สึกตัว หัวใจของเราก็เช่นเดียวกัน แต่เราไม่สามารถเห็นการชราของหัวใจได้ ทั้งที่เกือบจะถือกันได้ว่าหัวใจนั้นเป็นอวัยวะเดียวในร่างกายที่ทำงานให้เรารู้สึกได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน จะตื่นหรือหลับ จะดีใจหรือเสียใจ ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หัวใจจึงเป็นอวัยวะที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

การรักษาโรคหัวใจชราเป็นการรักษาตามอาการและตามชนิดของโรคเท่านั้น เพราะยังไม่มียาและวิธีรักษาใด ๆที่จะสามารถทำให้ส่วนที่เสื่อมไปกลับคืนเป็นปกติเช่นเดียวกับที่ยังไม่มียาหรือวิธีรักษาใด ๆที่จะทำให้คนชรากลับเป็นคนหนุ่มสาวอย่างสมบูรณ์ได้อีก
โรคที่เกิดกับหัวใจดังได้กล่าวมานั้น  จะเห็นได้ว่าเกิดจากพฤติกรรมของตัวผู้ป่วยเสียมากกว่าที่จะเกิดจากพันธุกรรม  ดังนั้นเราสามารถที่จะเลือกหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง  ๆ กับหัวใจของเราลงได้บ้าง  โดยลดพฤติกรรมการบริโภค  การใช้ชีวิต  การคิด  เพื่อช่วยให้เรามีชีวิตที่ดี  มีร่างกายที่ปราศจากโรค  ถึงแม้ว่าโรคบางโรคเราจะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ คือ  โรคชรา  แต่ถ้าเราดูแลสุขภาพให้ดีแล้ว  เมื่อถึงยามชราภาพนั้นเราก็จะยังมีสุขภาพที่ดี  ยังพอเดินได้  ไม่มีโรคภัย  ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลานและสังคม

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view
view